อาการปวดศีรษะเรื้อรัง

alone-62253_1280

ปวดหัวแบบไหนถึงเรียกว่า ไมเกรน

ไมเกรนเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 22-55 ปี ผู้หญิงจะมีโอกาสมากว่าผู้ชาย 3 เท่า  ประมาณ 70-80% ของผู้ป่วยไมเกรนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการดังนี้

 

1. ปวดตุ้บๆ ที่ขมับ หรือเบ้าตาซีกใดซีกหนึ่ง ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่บางครั้งก็อาจปวดแบบตื้อๆ ก็ได้ อาจปวดแบบสลับข้าง หรือปวดพร้อมๆ กันทั้ง 2 ข้าง มักปวดเป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวันๆ

2. ก่อนปวด หรือขณะปวดอาจมีอาการตาพร่า ตาลาย เห็นแสงว๊อบแว๊บ หรือตามืดมัวไปครึ่งซีก

3. ถ้าปวดรุนแรงก็อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

 

ปวดศีรษะแบบกล้ามเนื้อตึงตัวมีลักษณะอย่างไร

การปวดศีรษะแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และพบบ่อยหลังมีความเครียด ความกังวล การใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรืออาจมีความแปรปรวนของอารมณ์ โดยมักแสดงอาการดังนี้

– ปวดเหมือนถูกคีมหนีบหรือถูกผ้ารัดไว้แน่นๆ

– มีลักษณะปวดตื้อๆ หนักๆ บางคนอาจปวดจี๊ดบริเวณต้นคอ ท้ายทอย ดวงตาหรือขมับ หรือปวดตื้อไปทั้งศีรษะ

– มักจะปวดในช่วงบ่ายๆ หรือเย็นๆ เวลาหายก็มักจะหายไม่สนิท จะรู้สึกตื้อๆ ที่ศีรษะอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งต่างจากไมเกรนที่ปวดรุนแรง แต่บทจะหายก็ไม่เหลืออาการปวด

 

คลัสเตอร์ อาการปวดศีรษะที่รุนแรงที่สุด

ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ หรือที่เรียกว่า ปวดศีรษะแบบอยากฆ่าตัวตาย นั้น มักจะพบในผู้ชาย โดยมีอาการดังนี้

1. ปวดตุ๊บๆ บริเวณรอบดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง

2. รู้สึกร้อนแปล๊บที่หน้าผากเหมือนมีมีดร้อนๆ มาทิ่ม

3. มักจะปวดตอนกลางคืน และปวดตรงเวลาทุกวัน อาจนานเป็น 10-20 นาที หรือเป็นชั่วโมง บางรายอาจจะปวดเรื้อรังเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน

4. เวลาปวดจะมีอาการรุนแรงจนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเดินไปเดินมา ซึ่งต่างจากไมเกรนที่เวลาปวดมักอยากนอนเฉยๆ

 

ใครบ้างมีอาการปวดศีรษะแบบผสม

 

คือทั้งอาการไมเกรน และอาการปวดศีรษะแบบกล้ามเนื้อตึงตัว หรือแบบอื่นๆ ร่วมกันในเวลาเดียว สาเหตุที่เกิดอาการปวดศีรษะแบบผสมที่พบบ่อยที่สุดคือ

 

– การใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือเกินขนาด

– ผู้ป่วยที่มีประวัติไมเกรน หรือปวดศีรษะแบบกล้ามเนื้อตึงตัว หากทานยาแก้ปวดเป็นจำนวนมากมักจะพัฒนาเป็นการปวดศีรษะแบบผสมเมื่ออายุ 30-40 ปี

 

สาเหตุปวดศีรษะเรื้อรังในทางการแพทย์แผนจีน

1. ภาวะหยางในตับมากเกินไป จนลอยขึ้นไปปะทะที่ศีรษะ

ในตับและไตมีทั้งหยินและหยาง ไตต้องส่งหยินไปหล่อเลี้ยงตับเพื่อไม่ให้ตับร้อนเกินไป แต่เมื่อไตอ่อนแอ ก็ไม่ส่งหยินไปหล่อเลี้ยงตับได้มากเท่าที่ควร ทำให้ความร้อนในตับมีมากเกินไปจนลอนขึ้นไปปะทะที่ศีรษะ

 

ภาวะเช่นนี้จะก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะเรื้อรัง หูอื้อ ตาลาย หน้าแดง ปากขม อารมณ์หงุดหงิด โมโหร้าย ขี้หลงขี้ลืม อุจจาระแข็ง ท้องผูก ลิ้นแดง มีฝ้าเหลืองบนลิ้น แขนขาเป็นเหน็บชา ลิ้นแข็ง พูดอ้อแอ้

 

อาการปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูงก็เกิดจากภาวะนี้เช่นกัน นอกจากอารมณ์ที่ตึงเครียด ตื่นเต้น หรือคิดมาก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงของภาวะนี้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

 

2. ภาวะติดขัดของเส้นลมปราณหล่อเลี้ยงศีรษะ

เส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงศีรษะมีอยู่หลายเส้นด้วยกัน เช่น เส้าหยาง, หยางหมิง, ไท่หยาง เป็นต้น เมื่อเส้นลมปราณเหล่านี้ไม่โล่ง ก็จะเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการวินิจฉัยและการรักษาอันสำคัญของแพทย์แผนจีน

 

“ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด” ส่วนจะปวดที่ตำแหน่งใดของศีรษะ หรือมีอาการปวดแบบใดก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเส้นลมปราณใดที่ติดขัด

3. หากเส้นลมปราณเส้าหยางมีการติดขัดก็จะทำให้ปวดศีรษะแบบไมเกรน

4. หากเส้นลมปราณหยางหมิงติดขัดก็จะทำให้ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์

5. หากเส้นลมปราณไท่หยางติดขัดก็จะทำให้ปวดศีรษะแบบกล้ามเนื้อตึงตัว

6. หากเส้นลมปราณเจี่ยยิน หรือตูม่ายมีการติดขัด ก็จะทำให้เกิดอาการปวดบริเวณกลางศีรษะ

7. หากเส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงศีรษะติดขัดพร้อมกันหลายเส้น ก็จะเกิดอาการปวดศรีษะในหลายๆ รูปแบบร่วมกัน

 

วิธีการรักษาแบบองค์รวม ปวดศีรษะเรื้อรังใช่ว่าแค่มีอาการปวดศีรษะเท่านั้น หากแต่เป็นการสะท้อนถึงสภาพความเสื่อมโทรมของร่างกาย ดังนั้น จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาอาการปวดเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น แต่ยังเน้นความสำคัญในการขจัดต้นเหตุของการปวดศีรษะเรื้อรังให้หมดสิ้นโดยใช้วิธีดังนี้ 1. ทะลวงเส้นลมปราณเส้าหยาง หยางหมิง ไท่หยาง เจี่ยยิน หรือ ตูม่าย ซึ่งเป็นเส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงศีรษะให้โล่งสะอาดเพื่อบรรเทาต้นเหตุสำคัญของอาการปวดศีรษะเรื้อรัง 2. บำรุงรักษาไต เพื่อให้หยิน-หยางในไตเกิดความสมดุล ไตจึงสามารถส่งหยินไปเลี้ยงตับได้อย่างเพียงพอ เพื่อขจัดปัญหาความร้อนในตับที่มีมากไป เมื่อตับและไตอยู่ในภาวะที่สมดุล และเส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงศีรษะปราศจากการติดขัด หรือติดขัดน้อยลง ไม่ว่าคุณจะปวดศีรษะแบบใด และเรื้อรังขนาดไหน ก็จะค่อยๆ ทุเลาลง หรืออาจจะหายในที่สุด

 

ขอบคุณข้อมูล : thearokaya

About Manat Zaa