คุณรู้ไหม “สิ่งที่เราต้องการอย่างเร่งด่วนคือที่รองเข่า”

บทความชุด “คนเพี้ยนผู้เปลี่ยนโลก”

 

ตอนที่ 1 เจฟฟ์ เบซอส

ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่ยิ่งใหญ่

Jeff  Bezos

เจฟฟ์  เบซอส

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

 

jeff1

ที่มาภาพ

 

นิยามของคำว่า “ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง” นั้น ใครๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่วิธีใช้ของคนเราก็แตกต่างกัน บางคนฝันไกล แต่ไปไม่ถึง บางคนกำลังทำตามความฝันด้วยวิธีลัด เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่เราจะพูดถึงในหัวข้อนี้ก็คือ คนที่ฝันไกลแล้วไปถึงค่ะ

 

“อเมซอน” เป็นคำที่คนทั่วโลกคุ้นหูกันดี ในฐานะชื่อของแม่น้ำในป่าดงดิบทางอเมริกาใต้ แต่สำหรับโลกปัจจุบัน

ถ้าพูดถึงคำนี้ คนส่วนใหญ่กลับนึกถึง เว็บไซต์หนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ( www.amazon.com)

อเมซอน เป็นเว็บไซต์ค้าขายที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก มีสินค้าขายแทบจะทุกสิ่งบนผืนพิภพมากกว่าแสนรายการ แม้แต่ในโลโก้ของอเมซอนเอง ก็ยังเป็นรูปลูกศรชี้จากตัว A ไปยังตัว Z เพื่อให้โลกรับรู้ว่า เขาสามารถหาสินค้าได้ทุกชนิดบนโลกใบนี้ที่ลูกค้าต้องการ

amazon

ที่มาภาพ 

คำทำนายของกูรูการตลาดเคยกล่าวไว้ว่า “วิธีการตลาดแบบผูกขาดจะสูญหายไป แต่การตลาดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะรุ่งเรือง” ( Juan Enriquez-As the Future cathes you) สะท้อนความจริงของ Amazon ได้เป็นอย่างดี เมื่อคำว่า เวิลด์ ไวด์ เว็บ ได้เข้ามาแทนที่วิถีชีวิตแบบเดิมๆ จากการที่คนเราเคยต้องลุกขึ้นเดินออกจากบ้านเพื่อไปหาซื้อสินค้าที่ตนต้องการ

ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยการสั่งได้ทุกอย่างเพียงปลายนิ้วที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ Smart Phone เท่านั้น

จากตัวเลข Fortune (2003) ระบุว่าในเวลาเพียง 9 ปีแรกหลังก่อตั้งเว็บไซต์แห่งนี้ก็สร้างรายได้มากกว่า 4,500 ล้านเหรียญหรือประมาณ (150,000 ล้านบาท) มีพนักงานกว่า 7,500 คน 39,083,000 ไอพี และมีพื้นที่คลังสินค้ากว่า 3.5 ล้านตารางฟุต ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นตัวเลขที่สร้างความอัศจรรย์ให้ผู้พบเห็นได้ตื่นตะลึงไปทั้งวงการ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง ที่มีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด

             เจฟฟ์ เบซอส เป็นตัวอย่างที่ดีของคนหนุ่มสาวที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยการมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต จนสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนได้อย่างทั่วถึงทุกมุมโลก ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำส่งผลให้ เจฟฟ์ เบซอส ยืนอยู่บนอันดับที่ 42 ของผู้ที่รวยที่สุดในอเมริกา มีทรัพย์สิน 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ผลจากการสำรวจของ Forbes )

              ชีวิตของเจฟฟ์ เบซอส คล้ายคลึงกับ สตีฟ จอบส์ ราชาแห่งโลกไอที ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะในเรื่องของจุดกำเนิดที่มาจากแม่ซึ่งตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม จนต้องยกให้พ่อแม่อุปถัมภ์รับไปเลี้ยงดู ชีวิตวัยเยาว์ของเบซอสจึงค่อนข้างลำบาก

การมีนิสัยมองการณ์ไกล การควบคุมความโกลาหลได้ดี เป็นนักจัดการตัวยง เป็นผู้บังคับบัญชาที่ชัดเจน มีความกระตือรือล้นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการมีนิสัยหวงแหนความลับของบริษัท

หลังการจากเสียชีวิตของ สตีฟ จอบส์ CNN มีการเสนอรายงานพิเศษที่น่าสนใจเรื่อง

ใครจะมาเป็น สตีฟ จอบส์ คนใหม่

 

            หมายถึง คนที่เป็นแรงบันดาลใจในเชิงสร้างสรรค์ให้กับแวดวงไอทีได้เท่าเทียมกับตำนานผู้ล่วงลับ ผลของรายงานพิเศษนั้นกล่าวว่า ทิม คุก CEO คนปัจจุบันของ Apple ก็ดูเหมือนจะไม่มีพลังเท่าไหร่ ในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Facebook ก็ยังคงอ่อนวัยเกินไปและยังไม่เคยเจอกับบททดสอบหนักๆ ในชีวิต สำนักข่าวอเมริกันเจ้านี้จึงฟังธงลงความเห็นว่า คนที่โดดเด่นที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น เจฟฟ์ เบซอส แห่งอเมซอนนี้เอง

            เขาเริ่มต้นการทำงานกับบริษัทหุ้นในวิลสตรีทของกรุงนิวยอร์ก เนื่องจากความต้องการผู้ที่สามารถออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้  เขาทำหน้าที่วิเคราะห์แนวโน้มของตลาดหุ้น อาชีพนี้ทำให้เขาได้ใช้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ผสมผสานกับการเงินจนเพิ่มพูนประสบการณ์มากขึ้น และได้เข้าร่วมงานกับบริษัทด้านเงินทุนชื่อดังอย่าง ดี.อี. ชอว์แอนด์โค ในตำแหน่งรองประธานอาวุโสของบริษัททั้งที่มีอายุเพียงแค่ 28 ปี

ในยุคที่โลกเริ่มหมุนเร็วขึ้น การเข้ามาของอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนแรกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ปฏิบัติในภารกิจของกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐฯ เพื่อส่งข้อมูลในกรณีฉุกเฉิน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือ การโจมตีจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น ต่อมาระบบเวิลด์ไวด์นี้ได้แพร่ไปสู่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลและเป็นที่นิยมกันในกลุ่มนักวิจัยตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งไฟล์เอกสารต่างๆ

             เบซอส เป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่มองเห็นโอกาสที่จะลงทุนทางธุรกิจบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาอ่านเกมส์ขาดว่าวิถีชีวิตของคนรุ่นต่อไปจะหันมาใช้ชีวิตรวมทั้งการซื้อขายของผ่านอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น ปัญหา คือ แล้วสินค้าที่ควรนำมารขายคือ สินค้าประเภทใด ที่จะตอบโจทย์ทั้งหมดของเขาได้

              เบซอสหันมาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโลกออนไลน์ สินค้าที่มียอดสูงที่สุด 20 อันดับแรก คือ หนังสือ เป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะกับเขาชนิดหาตัวอื่นทาบยาก

              เบซอสลงทุนเดินทางไปเข้าร่วมงานประชุมผู้ขายหนังสือแห่งสหรัฐอเมริกาที่จัดขึ้นที่เมือง ลอสแองเจอลิส ได้พบปะกับบริษัทขายส่งหนังสือเจ้าหลักๆ จนได้ความรู้เรื่องของระบบการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือของแต่ละเจ้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัญหาคือ ยังไม่เคยมีใครนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมไว้ที่เดียวกัน

              คำตอบของเบซอสคือ ถ้าเขาสามารถนำทุกอย่างที่ผู้คนต้องการมาใส่ไว้ในโลกอินเตอร์เน็ตได้ นั่นหมายความว่าภาพเดิมๆ ที่คนจะต้องเดินทางไปที่ร้านเพื่อเลือกหาหนังสือสักเล่ม สอบถามความคืบหน้า การวางแผงของหนังสือออกใหม่ หรือแม้กระทั่งการอยากได้หนังสือจากอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิ่งตรงเข้ามาที่ ระบบออนไลน์ของเขา เอาผู้ซื้อ และผู้ขายมากองไว้รวมกัน โดยเปิดให้มีการซื้อขายผ่านแหล่งที่ตนเองเป็นคนจัดการควบคุมได้โดยตรง

             เบซอสตัดสินใจลงทุน เขาเปิดสำนักงานใหญ่ขึ้นที่ ซีแอทเทิล ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์กระจายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่ซีแอทเทิลนั้นอยู่ห่างไกลจากนิวยอร์กที่อยู่เดิมของเขา เขาจึงต้องลาออกจากงานเดิมของเขา และย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ซีแอทเทิล มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขาเลยทีเดียว

             ในสายตาคนทั่วไปก็ต้องถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้งาม จนไม่น่าจะ “คิดอะไรสั้นๆ แบบนั้น” วันที่เขาเข้าไปพบเจ้านายเพื่อแจ้งการตัดสินใจเรื่องนี้ เจ้านายของเขาบอกกับ เจฟฟ์ เบซอส ว่า

ความคิดของคุณเรื่องการขายหนังสือออนไลน์นั้นก็ฟังดูดีนะ แต่ผมว่ามันน่าจะเหมาะกับพวกคนที่หางานดีๆ ทำไม่ได้มากกว่า

               ตอนแรกเขาตั้งชื่อบริษัทใหม่ในฝันนี้ว่า “Abracadabra” แต่มันยาวเกินไป เขาจึงตัดให้สั้นลงเหลือเพียงแค่ “Cadabra” เมื่อเขาไปบอกให้ทนายความที่รับจ้างทำการจดทะเบียน ทนายความย้อนถามเขาว่า “Cadaver” รึเปล่า 

ทำให้เขารู้ทันทีว่าชื่อดังกล่าวเรียกยากเกินไป และในที่สุด เขาตัดสินใจใช้ชื่อ “อเมซอน” ( Amazon) แทน

                เบซอสพาครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่ที่ เบลเลวู ซีแอทเทิล และทำเป็นสำนักงานไปด้วยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พวกเขาต้องใช้โรงจอดรถทำเป็นที่ทำงาน ในโรงรถเต็มไปด้วยสายไฟและสายคอมพิวเตอร์ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด

               ใครจะคิดว่า วันแรกของการก่อตั้ง Amazon ไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะทำงาน เพราะเบซอสต้องการรัดเข็มขัดกับทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เขาขับรถไปซื้อบานประตูไม้มา 3 บาน วางมันลงบนอะไรสักอย่างที่พอจะเป็นขาโต๊ะได้ นั่นแหละคือ โต๊ะทำงาน ของเขา

เรื่องโต๊ะทำงาน จึงกลายเป็นตำนานของอเมซอน แม้ในวันที่ อเมซอน ยิ่งใหญ่มียอดขายเป็นพันล้าน แต่วัฒนธรรมของ อเมซอน ก็ยังคงเป็น “การประหยัด” นี่เอง

               ธุรกิจ อเมซอน ถูกปิดเป็นความลับสุดยอด ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พวกเขาใช้ชื่อ เว็บไซต์ ว่า ” www.amazon.com ” เขาได้เชิญเพื่อนสนิทและสมาชิกของครอบครัวเขา จำนวน 300 คน ให้ทดลองใช้เว็บไซต์ดังกล่าว และเขาขอร้องให้ทุกคนเก็บเป็นความลับ จนกว่าทุกอย่างของระบบจะลงตัว

jeff

ที่มาภาพ

                หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ www.amazon.com ในเดือน กรกฎาคม ปี 1995 อเมซอนประชาสัมพันธ์ตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหนังสือให้เลือกซื้อได้ถึงกว่าล้านเล่ม หลังจากเวลาผ่านไปแค่ 30 วัน แทบไม่น่าเชื่อว่า เว็บไซต์ขายหนังสือเล็กๆ ที่เขาคิดขึ้นมานี้ และมีเครือข่ายของผู้ใช้งาน 300 คน (จากเพื่อนและญาติที่ทดลองใช้งาน) จะช่วยบอกต่อเพื่อนฝูงและคนรู้จัก จนกลายเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มากเมื่อมีคนหลั่งไหลเข้ามาซื้อหนังสือมากถึง 50 รัฐ และยอดจากต่างประเทศอีกกว่า 45 ประเทศ ทั้งที่ยังไม่มีการโฆษณา และไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอะไรด้วยซ้ำ

              เมื่อเว็บทำยอดขายขึ้นไปถึงสัปดาห์ละ 20,000 เหรียญในไม่กี่เดือนแรก เบซอสยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขารู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์ทางการค้าบนโลกออนไลน์ลูกใหญ่ เขาจึงทุ่มเทให้กับการปรับปรุงระบบให้ลูกค้าใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยปุ่ม one-click shopping และนำความคิดเห็นของลูกค้ามาแก้ไขอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจสูงสุด

              ครอบครัวของเขากลายมาเป็นพนักงานแพ็กสินค้าและจัดส่งทางไปรษณีย์จนหัวปั่นกันไปหมด เบซอสที่ต้องนั่งคุกเข่ากับพื้น หลายวันติดกัน เขาจึงบ่นว่าแข้งขาระบมไปหมด เขาพูดกับหัวหน้าคนงานคนหนึ่งว่า 

คุณรู้ไหม สิ่งที่เราต้องการอย่างด่วนคือ “ที่รองเข่า” หัวหน้าคนงานหัวเราะ แล้วบอกว่า คุณคงเสียสติไปแล้วแน่ๆ “เพราะสิ่งที่เราต้องการ คือ โต๊ะสำหรับแพคสินค้าต่างหากเล่า” 

           

            สื่อมวลชนเริ่มทยอยตีพิมพ์ปรากฏการณ์ใหม่นี้ การขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ดิวอลล์สตรีทเจอร์นัล ทำให้คนทั่วทั้งอเมริกาหันมามองพวกเขาอย่างสนใจ มันนำลูกค้าใหม่ๆ จำนวนมหาศาลเข้ามาที่เว็บไซต์แห่งนี้ เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ชั้นเลิศโดยไม่ต้องการจ่ายค่าโฆษณาเลย แต่สิ่งที่ตามมาคือ คู่แข่งที่อยู่ในแวดวงเดียวกันกับเขา ไม่ว่าจะเป็นบาร์นส์แอนด์โนเบิล ยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือ ซึ่งยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ของตนเองเริ่มตื่นตัว และหันมามองเว็บไซต์ที่เคยมองข้ามไปอย่างตกตะลึง

                 จะว่าไปแล้วโลกออนไลน์ก็เป็นเหมือนสนามแข่งขันที่เปิดกว้างที่เปิดโอกาสให้ปลาเล็กๆ อย่าง เบซอส ได้มีโอกาสแข่งขันกับปลาใหญ่รายอื่นๆ หลังจากเขาก่อตั้งธุรกิจในโรงรถได้เพียงแค่ 2 ปี www.amazon.com ก็ครองตำแหน่งร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว่าบาร์นส์แอนด์โนเบิล จะไหวตัวทัน บาร์นส์แอนด์โนเบิล ได้ตั้ง www.bn.com ขึ้นในปี 1996 และชิงเปิดตัวก่อนหน้าวันที่ amazon.com จะเปิดการขายหุ้นของตนเองแก่สาธารณชนเพียงไม่กี่วัน แต่นั่นก็สายไปเสียแล้วที่จะแย่งความเป็นเจ้าตลาดกลับคืนมา

                  เบซอสได้เพิ่มสินค้าชนิดอื่นๆ เข้ามา จากเป้าหมายเดิมที่ต้องการให้อเมซอนเป็น คือ ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็กลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่หญ่กว่าเดิม นั่นคือ การเป็นร้านขายสินค้าทุกอย่างที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่คราวนี้ก็ไม่มีใครกล้าว่าเขาเพี้ยนอีกแล้ว

                 ในปี 2000 อเมซอนกลายเป็นเว็บไซต์ที่มีลูกค้ารวม 20 ล้านคน จากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก มีสินค้าขายรวมกันมากกว่า 1.8 หมื่นล้านรายการ มูลค่าตลาดหุ้นของ อเมซอน สูงกว่าบริษัทขายส่งหนังสือยักษ์ใหญ่ทุกเจ้าในอเมริการวมกันเสียอีก

                  หลังจากนั้นก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทดอทคอมทั้งหลายหุ้นตกระเนระนาด จนเบซอสต้องปลดพนักงานออก 1,300 คน และปรับกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อความอยู่รอด และด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ดี มองโลกแง่บวกอยู่เสมอ ทำให้เขาฝ่าฟันวิกฤตช่วงนั้นได้

                 ในปัจจุบันหุ้น 1 ใน 3 ถูกถือครองโดยครอบครัวของเบซอส ราคาหุ้นยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฐานะของเขามั่งคั่งขึ้น ในที่สุดฐานะของเบซอสก็ขยับกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านอีกคนหนึ่งของอเมริกา

                คนอย่าง เจฟฟ์ เบซอส ไม่ใช่คนที่ไขว่คว้าความสำเร็จมาไว้ในครอบครองได้เพียงเพราะเรื่องบังเอิญ แต่ทั้งหมดล้วนได้มาด้วยความมุ่งมั่น และการไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ การไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป การตัดสินใจแน่วแน่ที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรัก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แม้ว่าใครต่อใครจะว่านั่นเป็นเรื่อง “บ้าสุดพิลึก ไม่น่าจะทำได้” ก็ตาม

เรียบเรียงโดย : incrystalbiz.com

ขอบคุณที่มา : หนังสือ “คนเพี้ยนผู้เปลี่ยนโลก” โดย ปริยากร สุทธิธรรม พิมพ์ครั้งแรก 2555

About Manat Zaa