คำสอนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

2015-12-09-1

 

 

 

h145-web

 

อภัยทานเป็นคุณแก่ผู้ให้ยิ่งกว่าผู้รับ

อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใส พ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ
โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

————————————————————————-

พุทธวิธีชนะความคิด

พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีควบคุมความคิด ให้อยู่ในอำนาจใจไว้ว่า ถ้ามีสติรู้ว่ากำลังคิดในเรื่องไม่ควรคิด …ให้เปลี่ยนเรื่องคิดเสีย แต่ถ้าเปลี่ยนเรื่องคิดเช่นนั้น ก็ยังคอยแต่จะย้อนกลับไปคิดเรื่องเก่าที่ก่อให้เกิดโทสะอยู่นั่นเอง ท่านให้พิจารณาโทษของความคิดเช่นนั้น คือ พิจารณาให้เห็นว่า การคิดเช่นนั้นทำให้จิตใจเร่าร้อน ไม่สบาย …แม้พิจารณาโทษของความคิดที่ไม่ดีนั้นแล้ว ก็ยังไม่อาจยับยั้งความคิดนั้นให้สงบลงได้ ท่านก็ให้ไม่ใส่ใจเรื่องนั้น …แต่ถ้าไม่สำเร็จอีก ลืมไม่ได้อีก ท่านให้ใช้ความใคร่ครวญ พิจารณาหาเหตุผลว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น ขณะที่คิดหาเหตุผลอยู่นี้ ความโกรธจะลดระดับความรุนแรงลง
ถ้าทำเช่นนั้นแล้วก็ยังไม่ได้ผล ความคิดเดิมยังไม่หยุดท่านให้ใช้ฟันกัดฟันให้แน่น เอาลิ้นกดเพดานไว้ เช่นนี้ความคิดจะหยุด

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

————————————————————————-

วิธีดับโทสะเมื่อถูกว่าร้าย

ควรหัดคิดว่า ถ้ามีผู้ตำหนิติฉินหรือนินทาว่าร้าย ก้าวร้าวล่วงเกิน ก็เหมือนเมื่อไปสู่บ้านใด แล้วเจ้าของนำอาหารคาวหวานมาต้อนรับ เราไม่บริโภคของเขา อาหารเหล่านั้นก็จะต้องเป็นของเขาเอง

นั่นก็คือ ถ้าเขาด่าว่าแล้วเราไม่รับ ไม่โกรธ คำด่าว่าทั้งหมดก็จะตกเป็นของเจ้าของ เช่นนี้แล้ว จะไปรับไปโกรธ เมื่อถูกผู้หนึ่งผู้ใดด่าว่าทำไม

หากมีสติคิดเช่นนี้ให้ได้ทันเวลาที่ถูกด่าว่า โทสะก็จะไม่เกิด และโทสะนั้นถ้าไม่เกิดเสียนานๆ ก็จะเหมือนร่างกายขาดอาหาร จะค่อยอ่อนแรงจนถึงตายไปได้เลย ไม่อาจเป็นโทษทรมานให้จิตใจเร่าร้อนได้อีกต่อไป

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

IMG016392_128x96

————————————————————————-

กิเลสไม่มีมือไม่มีเท้า

กิเลสไม่มีมือไม่มีเท้า

ไม่อาจเข้ายึดใจผู้ใดได้

แต่มือเท้ามีในใจทั้งหลาย

วิ่งไปกอดกิเลสร้ายอย่างโง่งง

มือเท้าที่ใจมีคือความคิด

ปรุงแต่งจิตให้โลภและโกรธหลง

เพื่อปัญญาแจ่มใสให้มุ่งตรง

อัญเชิญพระพุทธองค์ครองความคิด

ไม่ให้คิดแต่งปรุงอย่างยุ่งยาก

“พระพุทโธ” ถวายฝากกายและจิต

“พระพุทโธ” ระลึกรู้อยู่เป็นนิตย์

เป็นพระพรชีวิตเหนือพรใด

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

————————————————————————-

ฝึกสติด้วยพุทโธ

ให้หาหลักผูกสติไว้ อย่าให้หลุดลอยเลื่อนไหลไปตามสบาย หลักสำคัญที่สุดเป็นหลักแห่งมหามงคลที่แท้จริง คือหลัก “พระพุทโธ” นั่นคือ พยายามให้ใจคือให้สตินั่นเองติดอยู่กับหลัก “พระพุทโธ” คือท่อง “พุทโธ” ไว้ให้ทุกเวลานาที ที่ไม่วุ่นวายหนักหนาอยู่ด้วยธุรกิจการงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้สมอง นั่นแหละคือการฝึกสติ หรือฝึกใจให้อยู่กับที่ อยู่กับหลักพระพุทโธ

ทำไปเถิด สติจะมั่นคงขึ้นเป็นลำดับ การรู้ทันความคิดจะเกิดตามมาพร้อมกัน เป็นคุณสำคัญแก่ชีวิตอย่างแท้จริง..

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

————————————————————————-

การทำดีต้องไม่มีพอ

การทำดีต้องไม่มีพอ ต้องทำให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ

เพราะไม่มีใครอาจประมาณได้ว่า

เมื่อใดจะตกไปในที่มืดมิดขนาดไหน

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

————————————————————————-

เมตตา กรุณา มุทิตา ต้องมีอุเบกขาเสมอ

ผู้ยังไม่บรรลุผลสูงสุดของพรหมวิหารธรรม

ยังพยายามตั้งใจอบรมพรหมวิหารธรรมอยู่

ควรรู้ว่า ผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา นั้น

ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีอุเบกขาแทรกไว้ทุกเวลา

เหมือนยาดำที่จำเป็นต้องแทรกในยาดีทุกขนาน

มิฉะนั้น ยาดีที่ขาดยาดำ ก็จะเป็นยาดีที่ไม่สมบูรณ์

เมตตาขาดอุเบกขา ก็ผิด

กรุณาขาดอุเบกขา ก็ผิด

มุทิตาขาดอุเบกขา ก็ผิด

ถ้าทำเต็มสติปัญญาความสามารถโดยควรแล้ว

แม้ไม่เกิดผล ก็ควรวางอุเบกขาเสียได้

ไม่เร่าร้อนด้วยความปรารถนา

พระนิพนธ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

About admin