“ปื๊ด” สุนัขผู้ “ฝืน” โชคชะตา …เมื่อสุนัขตัวหนึ่งตะเกียกตะกายหนีความตายมา…ครั้งแล้ว ครั้งเล่า…

pud new

 

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน คงเคยอ่านเรื่องราวของสุนัขมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสุนัขแสนรู้สุนัขยอดกตัญญู หรือแม้แต่สุนัขที่ทำให้เจ้าของมีรายได้มากมาย… วันนี้ผู้เขียนอยากนำเสนอเรื่องราวของสุนัขอีกหนึ่งตัว ซึ่งถ้าพูดถึงความกตัญญูแล้ว “ไอ้ปี๊ด” สุนัขเพศผู้ตัวนี้ก็คงกตัญญูไม่น้อยไปกว่าสุนัขที่รักเจ้านายตัวอื่นๆ หรอกค่ะ แต่ปื๊ดก็ไม่ใช่สุนัขแสนรู้อะไร แค่วิ่งตามเจ้านายไปในสวน หรือไปไหนก็ตาม ถ้าปื๊ดเห็น ก็จะวิ่งไปหาเจ้านายทันที

 

แต่เรื่องราวของ “ปื๊ด” ที่น่าสนใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่ได้ฟัง ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “โกงความตาย” ของปื๊นั่นเอง และปื๊ดจะโกงความตายด้วยตัวของมันเองคงไม่สำเร็จ หากไม่มีเจ้าของที่แสนดี (ในที่นี้ขอเรียกเจ้าของว่า “แม่”) คอยให้ความช่วยเหลือและดูแลปื๊ดเป็นอย่างดี

 

pud8

 

             “ปื๊ด” กับเพื่อนๆ ของมัน ( เห่าดง ฟรีด้อม หมูยอ กระเผก กะทิ กะทะ ไข่ดาว หนูติง อีฮุย ) ถูก “แม่” ขอมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ เนื่องจากที่สวนไม่มีคนเฝ้า เลยจะเอาสุนัขทั้งหมดไปเฝ้าสวน หวังให้เป็นหูเป็นตา เมื่อพวกมันเติบโตขึ้น พวกมันทั้งหมด เป็นที่รักของทุกคนในบ้าน หลานๆ ก็ชอบ จึงตั้งชื่อกันตามประสาเด็ก แต่ทุกคนในบ้านก็เรียกชื่อพวกมันตามที่เด็กๆ ตั้งให้ “ปื๊ด” กับพี่น้องของมันก็วิ่งเล่นในสวนยางพาราเนื้อที่ 40 กว่าไร่ ครั้งหนึ่งแม่เล่าให้ฟังว่า มีสุนัขต่างถิ่นเข้ามาในสวนบ่อยๆ วันหนึ่งจึงได้ตามไปดู เห็นเห่าดง กับสุนัขต่างถิ่นตัวนั้น นั่งอยู่ข้างๆ กัน สายตาของพวกมันมองไปที่ถนนใหญ่หน้าสวน แม่จึงเข้าไปไล่แต่เห่าดงกลับวิ่งมาหาแม่ แล้วกัดขากางเกงแม่ ตอนแรกแม่โมโหมาก เพราะคิดว่า เห่าดงจะกัด แต่พอแม่หยุดไล่ เห่าดงก็นั่งเฉยๆ พอไล่อีกครั้งมันก็กัดกางเกงอีกรอบ เหมือนจะบอกว่า “อย่าไล่เพื่อนหนู” แม่จึงไม่ไล่มันไปอีกเลย

 

            เห่าดง เป็น คู่กัด กับปื๊ดและตัวอื่นๆ ในสวน เนื่องจากเห่าดงตัวใหญ่กว่าตัวอื่นๆ มันจึงมักจะรังแกตัวอื่นๆ เสมอ มีวันหนึ่ง เห่าดงวิ่งไปกัดปื๊ด แล้วปื๊ดโมโห จึงไล่กัดเห่าดงคืนบ้าง หลังจากนั้นมา “ปื๊ดก็ครองสวน” ไม่มีสุนัขในสวนตัวไหนกล้ายุ่งกับปื๊ดอีกเลย “ปื๊ด” กับพี่น้องของมันใช้ชีวิตในสวนอย่างมีความสุข พวกมันเล่น ไล่กัดกัน นอนอาบแดดไล่กัดงู เป็นต้น ปื๊ดจะชอบมายืนเกาะหน้าต่าง แล้วทำตาละห้อยเวลาที่มันไม่เจอแม่ หรือเวลาที่หิวเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้

 

pud3

 

วันหนึ่งในฤดูหนาว มีโรคระบาดของสัตว์ในระแวกนั้น “โรคไข้หัดสุนัข” ซึ่งมันยากที่จะป้องกันมาก เนื่องจากโรคนี้แพร่เชื้อกระจายอยู่ในอากาศ สุนัขที่สวนทุกตัว ต่างก็ป่วยไปตามๆกัน แม่ไปหาสัตวแพทย์ เพื่อซื้อยามาให้พวกมัน แต่ยาก็ช่วยได้ไม่หมด ตัวไหนอ่อนแอมาก ยาก็รักษาไม่ได้ หนักสุดก็ตาย เบาสุดก็ตาพร่ามัว แต่มีสุนัขตัวหนึ่งที่แข็งแรงกว่าเพื่อนมันเพียงมีน้ำมูกไหล แต่อาการไม่หนักเหมือนตัวอื่นๆ นั่นก็คือ “เห่าดง” มันใช้ชีวิตปกติ สนุกสนานตามประสา ส่วนเจ้าหมูยอก็ต้านทานความเจ็บปวดไม่ไหวสุดท้ายมันก็ตายไป

 

หลังจากนั้น เจ้าฟรีด้อม ก็ตาพร่ามัว เดินไปชนโน่นชนนี่ตลอด สุนัขที่สวนล้มตายด้วยโรคไข้หัดสุนัขรวมถึง ไข่ดาว เป็นช่วงเวลาสิ้นใจอย่างทรมานที่สุด ทั้งเจ้าของและตัวมันเอง ลูกชายของแม่ อุ้มไข่ดาวมานอนบนผ้าที่มันนอนประจำ แล้วห่มผ้าให้ นั่งลูบหัวมันไปเรื่อยๆ พร้อมลมหายใจที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนสิ้นใจในที่สุด

 

pud4
 RIP. ไข่ดาวในวันที่จากไปอย่างสงบ 

 

สุนัขตายไปหลายตัว เหลือเพียง “ปื๊ด, ฟรีด้อม และเห่าดง” เวลากว่า 2 เดือนที่แม่และทุกคนที่บ้านต่างช่วยกันหาวิธีรักษา จน ฟรีด้อมกลับมามองเห็น เห่าดงหายป่วยวิ่งเล่น แต่ปื๊ดซึ่งดูเหมือนอาการจะดีขึ้น แต่เปล่าเลย อาการของปื๊ดกลับแย่ลงเรื่อยๆ  น้ำมูกไหลตลอดปื๊ดชอบเดินมาหาแม่ ชอบอยู่ใกล้แม่ เวลาปื๊ดเห่าเมื่อไม่เห็นแม่ แม่จะเข้ามาหามันแล้วบ่นปื๊ดก็จะเถียงด้วยการเห่า แม่พูดจบปื๊ดก็จะเห่า ต่อปากต่อคำแม่อยู่นั่นแหละ

 

                วันหนึ่งแม่สังเกตุเห็นว่าขาหลังของปื๊ดไม่มีความรู้สึก มันเดินด้วยสองขาหน้า แล้วลากขาหลังไปกับพื้นจนเป็นแผลเต็มไปหมด จนในที่สุดปื๊ดก็เดินไม่ได้อีก มันทำได้เพียง ยันตัวลุกนั่งด้วยสองขาหน้าเท่านั้น ในที่สุดวันที่ปื๊ดขยับตัวไม่ได้ก็มาถึง ปื๊ดขยับได้แค่คอเท่านั้นแต่โชคดีที่ระบบภายในร่างกายของมันยังคงทำงานดีอยู่ ขับถ่ายปกติ จากที่เคยใช้ 2 ขาหน้า คอยพยุงตัวลุกขึ้น ตอนนี้ ปื๊ดใช้ขาหน้าข้างเดียวที่ยังคงขยับได้ กับคางของมันคอยพยุงตัวอาการของปื๊ดหนักลงเรื่อยๆ จนแม่เองก็รู้สึเวทนาสงสารจึงคอยดูแลปื๊ดอย่างดีเสมอ ไม่ว่าจะถ่ายแม่ก็จะเคยเก็บไปฝัง หรือเวลาที่ปื๊ดเยี่ยวตัวปื๊ดเองก็นอนจมกองเยี่ยมของตัวเอง แม่ก็จะคอยพาปื๊ดไปอาบน้ำ ถ้าปื๊ดพูดได้มันคงอยากขอบคุณแม่วันละหลายครั้ง

 

pud1
 ปื๊ดในวันที่เดินไม่ได้

 

สภาพของปื๊ดในตอนนั้น ใครเห็นก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเวทนา และคงตายแน่ๆถึงไม่ตายก็คงเป็นแบบนี้แหละ แม่และทุกคนก็รู้เช่นนั้นเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไร แม่ก็อยากเลี้ยงและดูแลปื๊ดให้ดีที่สุด แม่รักสุนัขทุกตัวเหมือนลูก เพราะลูกๆ ของแม่โตกันหมดแล้ว ชีวิตที่สวนของแม่ก็มีเพียงพ่อ กับ สุนัข เท่านั้น จึงไม่แปลกที่แม่จะรักและดูแลพวกมันอย่างดีวันหนึ่งแม่ไปรดน้ำต้นไหม้ที่สวนด้านใน พ่อบอกว่า “ปื๊ดพยายามจะตามแม่ไป มันใช้คางกับขาข้างเดียวทั้งตะเกียกตะกาย ใช้คางยันตัว พอไปไม่ไหวก็พัก แล้วเอาใหม่ มันทำแบบนี้บ่อยๆ” บางครั้งถึงจะพยายามแค่ไหน แต่ปื๊ดก็ทำไม่ได้ มันเห่าจนกว่าแม่จะมา หรือ เห็นแม่อยู่ในขอบเขตสายตาของมัน ปื๊ดคงรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้แม่ การเฉียดตายครั้งที่ 1 ของปื๊ด ด้วยสภาพร่างกายที่ย่ำแย่เดินไม่ไม่ กะโหลกเบี้ยวเนื่องจากใช้คางดันตัวบ่อย แต่ใช่ว่าเคราะห์กรรมครั้งนี้จะหมดไป การเฉียดตายอีกครั้งก็มาเยือน เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ชีวิตของสุนัขตัวนี้จริงๆ

 

           กว่า 1 ปี ที่ปื๊ดป่วย เดินไม่ได้ แถมขาทั้งสามก็แข็งจนงอไม่ได้ แม่ก็ไม่กล้าฝืนทำกายภาพให้เพราะกลัวปื๊ดจะกัดถ้ามันเจ็บ วันหนึ่ง แม่กับพ่อเข้าไปทำบุญที่วัดในหมู่บ้าน ขากลับแม่แวะไปหายาย เอาขนมไปให้ยายก็คุยกับยายไปเรื่อย จนกระทั่ง 10.00 น. แม่กลับเข้ามาในสวน เห่าดง กับ ฟรีด้อม วิ่งมารับพ่อกับแม่ที่รถ ส่วนปื๊ด ก็จะส่งเสียงเห่ามาจากในบ้าน แต่ครั้งนี้พอแม่มาถึงก็เรียกหา “ปื๊ด” ซึ่งแปลกมาก เพราะปื๊ดไม่เห่ารับเหมือนเช่นทุกครั้ง แม่เดินมาหลังบ้านเห็นปื๊ดนอนตากแดด ตาเหลือก ตัวเริ่มเขียว ลิ้นห้อยไปกับดิน ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเขียว อยู่กลางแดดจ้า รอบๆ ตัวมันมีรอยตะเกียกตะกายจนสวนผักของแม่ล้มหักไปหมด มีเพียงใบมะละกอบางๆปิดบังแสงแดดตรงหัวของปื๊ดพอดี แม่ตกใจมาก รีบเข้าไปอุ้มปื๊ดเข้าไปในห้องน้ำแล้วกระหน่ำเทน้ำราดตัวไอ้ปื๊ด แม่น้ำตาคลอด้วยความเวทนา และสงสาร ในใจก็นึกโกรธตัวเองที่ไม่รีบกลับ แม่เทน้ำราดตัวปื๊ดอยู่สักพัก ปื๊ด เริ่มขยับคอไปมา หายใจดีขึ้นแม่จึงอุ้ม ปื๊ด ออกมา แล้วเช็ดตัวให้มันเช็ดไปบ่นไป แต่ปื๊ดคงเถียงไม่ออก เลยนอนฟังแม่บ่นนิ่งๆ

 

               ผ่านไป 3 วัน แผลไหม้บนตัว ปื๊ด ด้านที่โดนแดด เริ่มพุพองมีน้ำเหลืองไหลตลอดเวลา ด้านซ้ายของตัวปื๊ดเต็มไปด้วยแผลไหม้ น่ากลัวมาก แต่ปื๊ดก็อดทน สู้กับบาดแผลบนตัวมัน สู้กับการไม่เห็นโลกภายนอก ปื๊ดต้องนอนในบ้าน นอนท่าเดียว ตลอดเวลา แม่พาปื๊ดไปหาหมอ หมอบอกว่า “รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก” แต่แม่ก็พยายามหาทางรักษา และดูแลปื๊ดเป็นอย่างดี เวลาเกือบ 4 เดือน ที่ปื๊ดทนทรมานจากบาดแผลและความเจ็บป่วยของร่างกายปื๊ดจะดีใจทุกครั้งที่หลานๆ มาที่สวน มันจะเห่าต้อนรับเพื่อให้หลานๆ เข้าลูบหัวมัน เล่นกับมัน แผลปื๊ดหายช้า เพราะตัวงอไม่ได้ทำให้มันเลียแผลไม่ถึง มันคงทรมานจากอาการคัน เจ็บ และอื่นๆ หากมีอะไรมาโดนตัวมัน ปื๊ดเริ่มหงุดหงิด เวลาเห็นเห่าดง หรือ ฟรีด้อมเดินผ่านมันเริ่มเห่าไล่ เจ้าสองตัวนั้น ไปให้พ้นจากสายตาของมัน

 

ในวันที่แผลเริ่มหายจากการดูแลของแม่ แผลของปื๊ดดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ปื๊ดก็ยังเดินไม่ได้ สภาพของปื๊ดตอนนี้ ดีขึ้นเยอะ มีเพียงรอยแผลเป็นกลางลำตัว บริเวณขอบแผลเริ่มมีขนขึ้นบ้าง ปื๊ดดูมีความสุขมากขึ้นและดูเหมือนทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ขาหน้าข้างที่งอไม่ได้ เริ่มรู้สึกและขยับได้ งอได้บ้าง

 

pud6
วันที่พาปื๊ดเข้าไปที่บ้าน ในหมู่บ้าน 

               วันหนึ่งพ่อป่วย ต้องนอนที่โรงพยาบาล หลานๆ ก็เลยพาปื๊ดเข้าไปนอนที่บ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน ลูกสาวคนโตแม่ ต้องคอยดูแลเด็กๆ ไปโรงเรียน ตอนเช้าจึงหาข้าวปลาอาหารให้เด็กๆ และให้ปื๊ด สายๆ หน่อยก็ออกไปที่สวน เพื่อ เอาข้าวให้ ฟรีด้อมกับเห่าดงพ่อป่วย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 สัปดาห์เต็มๆ แม่ต้องไปดูแลพ่อ ปื๊ดก็อยู่บ้าน ซึ่งในหมู่บ้านมีสุนัขมากมายเดินผ่านไปมา ถ้าปื๊ดเห็นก็มักจะเห่า และตะเกียกตะกายไปที่ประตูเสมอ หลานๆ จึงชอบยุยงส่งเสริมให้ปื๊ดเห่าสุนัขตัวอื่นๆ เพื่อให้ปื๊ดได้ใช้แรงตัวเองเป็นการออกกำลังกาย ปื๊ดทำแบบนี้วันละหลายครั้ง จนวันที่พ่อกลับบ้าน แม่สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของปื๊ด “ตอนนี้ปื๊ดยืนได้เอง” ถึงจะยืนแค่ไม่นานก็ต้องล้มตัวลงแต่มันเป็นสัญญาณที่ดีมาก

 

เมื่อกลับมาอยู่ที่สวนอีกครั้ง ปื๊ดเริ่มลากตัวเองแบบล้มบ้างลุกบ้างไปในสวนกับแม่หลายวันเข้า จากล้มๆ ลุกๆ กลายเป็นเดินก้าวสองก้าวก็นั่งมองแม่ แม่เห็นว่าปื๊ดนั่งสักพักก็เรียก พอปื๊ดได้ยิน ปื๊ดก็พยามเดินบ้างนั่งบ้างจนมาถึงแม่จนได้ 

 

ผ่านไปกว่า 2 ปี ปื๊ดเริ่มเดินได้ แม้จะไม่คล่องเหมือนปกติ แต่ความพยายามของปื๊ดก็เป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครหลายคนในระแวกนั้น พอทราบเรื่องก็มีคนอยากมาเจอว่าหน้าตาของสุนัขบ้านๆ ตัวนี้เป็นอย่างไร ทำไมถึงมีความเพียรพยายามแม้สัตวแพทย์จะการันตีแล้วว่า “มันเดินไม่ได้อีกต่อไป” 

pud5

             ไม่ใช่แค่เดินได้เท่านั้น แต่ปื๊ดในวันนี้ กลายมาเป็นขวัญใจของใครหลายคนในระแวกนั้นทุกคนที่บ้านมีความสุข  ปื๊ดเองก็เช่นกัน “จงทำให้ดีที่สุดและพยายามให้ถึงที่สุด” ปื๊ดคงอยากจะพูดประโยชน์นี้ให้ใครต่อใครหลายคนได้ยิน

  ผู้เขียนเชื่อว่า การดูแลที่ดีจากเจ้าของมีส่วนช่วยให้ปื๊ดอยากมีชีวิตต่อไป ปื๊ดเองถ้าขาดกำลังใจจากเจ้าของ หรือ ขาดความอดทน ความพยายามที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง มันคงไม่ต่อสู้ และคงยอมแพ้ ยอมตาย เหมือนตัวอื่นๆ ไปแล้วค่ะ

             ผู้เขียนหวังว่า เรื่องราวของ “ปื๊ด” จะเป็นแรงบรรดาลใจให้คนที่ท้อแท้ เหนื่อยใจ จงสู้จนถึงที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้  ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้กับใครหลายคนเช่นกันค่ะ

เขียนและเรียบเรียง โดย : incrystalbiz 
ขอบคุณรูปภาพ : อนุชา กงทอง

 

About Manat Zaa