จริงหรือไม่ ?? ลูกค้า คือพระเจ้า

godcustomer

ลูกค้าคือพระเจ้า”  เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินคำพูดนี้อย่างแน่นอน แต่ความจริงแล้ว ลูกค้าคือพระเจ้าจริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า ใครเป็นพระเจ้ากันแน่?

ลูกค้า มีความหมายว่า ผู้ที่ติดต่อกับเรา ซึ่งเป็นผู้หวังพึ่ง หรือได้รับผลประโยชน์จากสินค้าหรือบริการของเรา โดยมีค่าสินค้าหรือค่าบริการเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะได้รับเป็นเงินนั่นเอง ในมุมมองของหลายๆคนมักคิดว่า ลูกค้าคือพระเจ้า เป็นผู้กำหนดชีวิตของธุรกิจ ถ้าไม่มีลูกค้าธุรกิจจะไปไม่รอด แต่ในความจริงแล้ว ธุรกิจต่างหากที่เป็นพระเจ้า เพราะเราเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หลายต่อหลายครั้งที่ค่านิยมและพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสินค้าและบริการ หากมองในมุมนี้ จะพบว่าเราสามารถจัดการลูกค้าได้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ?

ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องรู้จักลูกค้าให้ดีก่อน ซึ่งคำว่า รู้จัก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงลูกค้าชื่ออะไร หน้าตาเป็นอย่างไรนะจ๊ะ แต่หมายถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ใครมีคุณสมบัติที่จะเป็นลูกค้าของเรา?” ยกตัวอย่างเช่น เราขายเสื้อคู่รัก เป็นเสื้อที่สกรีนลายสวยงาม 2 ตัว เมื่อลูกค้าใส่แล้วเดินด้วยกัน จะต่อกันได้พอดี ดูน่ารักสดใส เพราะฉะนั้นกลุ่มลูกค้าของเราคือ?? ปิ๊งป่อง… ชายหรือหญิงที่มีแฟนแล้ว และกำลังมองหาสินค้าเพื่อไปใช้คู่กันนั่นเอง! นี่คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบง่ายๆ ใครๆก็ทำได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มเดียว นอกจาก “กลุ่มเป้าหมายหลัก” แล้ว เรายังมี “กลุ่มเป้าหมายรอง” ได้อีก เช่น(ตัวอย่างเดิม) กลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือ คู่รักชายหญิงที่กำลังหาสินค้าไปใช้คู่กัน แต่ถ้าหากคิดในมุมต่าง เราอาจมีกลุ่มเป้าหมายรองเป็น คู่รักเพศที่สามด้วยก็ได้! ซึ่งกลุ่มดังกล่าวก็มีจำนวนประชากรมากและมีกำลังซื้อสูงเช่นกัน และนี่อาจเป็นอีกประเด็นที่เราสามารถนำไปพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ เพื่อหาโอกาสทางการตลาดต่อไปได้อีกด้วย

ในวิชาการตลาด หลักการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายมี 3 ข้อ คือ

  • การแบ่งส่วนตลาด(Segmentation)

คือ การแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายในตลาดใหญ่ เป็นกลุ่มย่อยตามเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งตามเกณฑ์ประชากรศาสตร์ (Demographic)เช่น เพศ ช่วงอายุ เป็นต้น หรือจะเป็นการแบ่งตามเกณฑ์ตามพฤติกรรมศาสตร์(Behavior) เช่น โอกาสในการซื้อสินค้า การใช้ประโยชน์ ทัศนคติต่อสินค้า เป็นต้น หรือการแบ่งตามเกณฑ์จิตวิทยา (Psychology)เช่น รูปแบบการดำเนินชีวิต บุคลิกภาพ ชนชั้นทางสังคม หรือค่านิยม เป็นต้น ซึ่งเราสามารถใช้หลากหลายเกณฑ์ในการแบ่งส่วนตลาดขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการของเรา

  • การเลือกตลาดเป้าหมาย(Targeting)

      เราไม่จำเป็นต้องเลือกตลาดเป้าหมายเพียงกลุ่มเดียว เพราะเราสามารถเลือกหลายกลุ่มได้ ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการของเราสามารถตอบโจทย์ให้ใครได้บ้าง แต่ถ้าเราเลือกหลายกลุ่ม ต้องคำนึงว่าแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันหรือไม่ ถ้ามีความแตกต่างเราอาจต้องปรับเปลี่ยนสินค้า หรือออกสินค้าใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มนั้นๆได้ดีขึ้น

  • การกำหนดตำแหน่งทางการตลาด(Positioning)

     เป็นการสร้างความชัดเจนให้กับสินค้าและบริการของเรา โดยเป็นจุดที่ลูกค้าจะรับรู้ถึงนิยามของธุรกิจของเรา สามารถแสดงความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆในตลาดได้ชัดเจน เช่น เป็นสินค้าสำหรับคนที่ต้องการควบคุมอาหารแต่ต้องการผิวพรรณที่เปล่งปลั่งด้วย เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการคิดขึ้นมาลอยๆ เราจำเป็นต้องสืบค้นข้อมูล หรือสำรวจความคิดเห็น ซึ่งในธุรกิจใหญ่ๆจะมี การวิจัยตลาดหรือ “Market Research” ที่เป็นเครื่องมือช่วยให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้นนั่นเอง

 

สรุปแล้ว ลูกค้าก็คือพระเจ้าสำหรับคนค้าขายอย่างเราๆท่านๆจริงๆนั่นแหละ เพราะถ้าไม่ขายของให้ลูกค้าแล้วจะขายให้ใคร? แต่ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมาเป็นลูกค้าของเราได้” เพราะคนแต่ละคนก็มีรสนิยมการเลือกซื้อสินค้าไม่เหมือนกัน ดังนั้น หากลุ่มเป้าหมายของสินค้าของเราให้ดี เมื่อหาได้แล้วก็ “ปฏิบัติการ โอ๋ลูกค้า ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้ร้านค้าของเราก็กลายเป็นที่แรกๆ ที่ลูกค้าอยากจะมาซื้อของด้วย ; )

ที่มา : http://blog.sellsuki.com/customer-is-the-king/

 

facebook-ads

About database

Leave a Reply

Your email address will not be published.