สร้างคนในองค์กรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

balance-1372677_1280

 

ทำอย่างไร “อยากให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในองค์กร”

“ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การส่งเสริมให้เกิดขึ้นในหน่วยงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเป็นภาครัฐบาลหรือเอกชน หน้าที่ในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เจริญงอกงามในองค์การ ย่อมตกเป็นภาระของผู้บริหารองค์การนั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ความ เจริญก้าวหน้าของโลกในทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นผลมาจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้การใช้ความคิดสร้างสรรค์กำลังเข้ามามีบทบาทมากในสังคมในแวดวงของการทำงาน ทั้งในภาคธุรกิจ เอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือ แม้แต่ภาครัฐบาล จนอาจจะกล่าวได้ว่าการที่องค์การใดจะเจริญเติบโต พัฒนา และอยู่รอดได้อย่างมีประสิทธิผลได้นั้น ขึ้นอยู่กับคนหรือผู้ปฎิบัติงานในองค์การนั้นเป็นสำคัญ ถ้าผู้ปฎิบัติงานในองค์การนั้นทำงานไปวันต่อวัน โดยไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนางานเลย องค์การนั้นก็มีแต่จะถดถอยล้าหลังลงไปทุกที แต่การที่คนเราจะคิดสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความโว่หรือความฉลาดของคนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ความคิดของเขาอาจถูกปิดกั้นหรือถูกทำลายโดยสภาพแวดล้อม ซึ่งหมายถึง บรรยากาศของการทำงาน เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาที่ไม่เห็นคุณค่าของความคิดของคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งเก่า ๆ ดังนั้นในฐานะนักบริหารนอกจากจะต้องเป็นผู้นำในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แล้วยังต้องทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง กระตุ้นและส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

 

คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าที่ชอบกักขังความคิดตัวเอง

คุณเคยเป็นบ้างไหมว่าบางครั้งมีความคิดแปลก ๆ ใหม่ๆ ท้าทายให้ทดลองทำเกิดขี้นในสมอง แต่มีเสียงตีกลับในตัวคุณเองที่ค้านขึ้นมารว่า “อย่าทำเลยของเก่าดีอยู่แล้ว”  “อย่าคิดเลยเหนื่อยเปล่าไม่มีทางทำสำเร็จหรอก” “เสียเวลาเปล่า”  “อย่าฟุ้งซ่านเลยเดี๋ยวก็โดนเขาว่า” ฯลฯ เจ้าเสียงพวกนี้แหละเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ความคิดดี ๆ มากมายหมดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาหรือทดลองทำ ความคิดของคนเรานั้นไม่ใช่สิ่งของที่จะมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในตัวเราซึ่งจะปราศจากคุณค่าใด ๆ ทั้งสิ้นหากถูกละเลยทอดทิ้ง ไม่ได้มีการนำออกมาเสนอหรือสานต่อดัดแปลงให้เป็น นั่นคือ กลังคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่น ไม่มีใครอยากถูกหาว่าเป็นคนไม่เข้าท่า บ้า ประสาท อยากดัง ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับเป็นฝ่ายคอยตำหนิข้อสงสัย ติเตียน เย้ยหยันผู้อื่นนานัปการ ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยใช้คำพูดนี้กับคนอื่นบ้างหรือเปล่า……

 

ž  ของเก่าดีอยู่แล้ว อย่าหาเรื่องดีกว่า

ž  แน่ใจแล้วหรือ เดี๋ยวจ๋อยนะ

ž  ไม่เคยมีใครเขาทำอย่างที่คุณคิดเลย

ž  อย่าหาเหาใส่หัวดีกว่า ฯลฯ

 

คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอุปสรรคที่น่าสะพรึงกลัวต่อความคิดสร้างสรรค์ จริงอยู่ บางครั้งผู้พูดอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น แต่เป็นความเคยชินของเราส่วนใหญ่ที่มักจะไม่ค่อยยอมรับฟังใครง่าย ๆ มันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่สมัยนี้คนส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นนักพูดที่ดี แต่ไม่เคยมีใครอยากจะทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีเลย ทั้ง ๆ ที่การฟังก็สำคัญพอ ๆ กับการพูด และบ่อยครั้งที่คนมีปัญหากันเพราะไม่ยอมฟังกัน หรือฟังกันไม่รู้เรื่องเสียมากกว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง

 

การฟังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรับรู้ความคิดเห็นของผู้อื่นเท่านั้น ยังมีการกระทำอีกมากมายหลายประการที่เข่นฆ่าความคิดผู้อื่น โปรดระวังและหลีกเลี่ยงการเป็นฆาตกรความผิดผู้อื่นด้วยพฤติกรรมเหล่านี้

 

1. คอยจับผิด

คนบางคนนอกจากจะไม่คิดอะไรใหม่ ๆ แล้ว ยังจะคอยจ้องจับผิดคนอื่น ชอบต่อต้านเป็นนิสัยประจำตัว พยายามหาช่องโจมตี หาเรื่องแกล้งตีความคิดชาวบ้านอยู่เสมอ คำพูดที่มักใช้กันบ่อย ๆ ก็คือ “เรื่องนี้ดีนะ………แต่……….” ถ้าเป็นการติเพื่อก่อคงจะพอทำเนา เพราะถือว่าเป็นการเสริมสร้างความคิดให้พัฒนาไปให้ดีขึ้น แต่บางคนชอบติเตียนแบบกวนน้ำให้ขุ่น จนคนเสนอความคิดเห็นแทบจะแทรกแผ่นดินหนีไปเลย

 

2. จิตไม่กว้าง

อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากมนุษย์ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของจิตใจคนโดยเฉพาะเรื่องของความลำเอียงถ้าเป็นคนที่คุ้นเคย เป็นพวกพ้อง เครือญาติ หรือถูกชะตากัน รู้สึกว่าจะพูดกันรู้เรื่องดี แต่บ่อยครั้งที่ความคิดดีๆ  อาจถูกต่อต้านหรือคัดค้านอย่างไม่มีเหตุผลโดยยึดถือบุคคลเช่นกัน ถ้าอะไรที่เสนอโดยคนที่ไม่ชอบ แม้ว่าจะเป็นความคิดที่ดีวิเศษอย่างไร ก็ต้องมีข้อตำหนิรับไม่ได้ไปเสียทุกที หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็แบ่งชัดเจนเป็นก๊กเป็นเหล่ากลายเป็นระบบพวกพ้อง เล่นพรรคเล่นพวก ถ้าไม่ใช่เป็นพวกเราแล้วเป็นอันว่าปิดหูปิดตาไม่ยอมรับฟังเลย โปรดพยายามทำใจให้กว้างอย่ามองว่าความคิดนั้นเป็นของใครหรือพวกใด จะทำให้ท่านเปิดใจรับฟังและเอามาพิจารณาให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง

 

3. เถียงข้างๆ คูๆ

การทำลายความคิดสร้างสรรค์ของผู้อื่นนั้น บางครั้งเป็นไปโดยไม่เจตนา แต่เป็นเพราะคนบางคนมีความสุขกับการได้ก่อกวนขัดคอ หรือแกล้งกวนประสาทชาวบ้าน เพื่อความสนุกและความสะใจของคนเองที่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับชาวบ้านทั้งที่ใจจริงก็ไม่ได้คิดจะต่อต้านอะไรเลย แต่หารู้ไม่ว่าเป็นการทำลายบรรยากาศของการเสนอความคิดของผู้อื่นอย่างฉกาจฉกรรจ์เลยทีเดียว

 

4. ชอบขู่ให้กลัว

เคยมีคำกล่าวที่ว่า “ผู้ชนะมักจะมองเห็นโอกาสทุกครั้งที่เกิดปัญหาในขณะที่ผู้แพ้มักจะมองเห็นปัญหาทุกครั้งที่มีโอกาส” ท่านจัดอยู่ในประเภทไหน?  และท่านเองอยากจะทำงานกับคนที่มีลักษณะไหนมากกว่ากัน คนบาคนบอกว่าเป็นคนมองการณ์ไกล แต่มองไปทีไรจะเห็นแต่ปัญหาอุปสรรคเต็มไปหมด จะทำให้อะไรๆ มีแต่ข้อขัดข้องหรือคิดแต่ว่าของใหม่หรือจะสู้ของเก่าที่ดีอยู่แล้วกลัวจะเจอปัญหาใหญ่โตเกินจะแก้ไขเพราะฉะนั้นสรุปแล้วอยู่เฉย ๆ เป็นดีที่สุด แถมยังเคยแพร่เชื้อโรคไปสู่คนอื่นให้ท้อใจอีกด้วยพวกนี้มักเป็นคนไม่ยอมแพ้อยู่โดดเดี่ยว ต้องพึ่งคนอื่นมาเป็นพวกให้อุ่นใจเพิ่มขึ้นด้วย

 

5. หลงตัวเองว่าแน่

 

ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งที่ดีและเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่มีความคิดของตัวเองหรือเป็นโรคหลงความคิดของตัวเอง แล้วก็จะเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับผู้อื่นเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้เป็นคนใจคอคับแคบไม่ยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น และที่อาการหนักที่สุดก็คือ ชอบตีขลุมว่าความคิดของคนอื่นที่เสนอมานั้นคือสิ่งที่ตนเองเสนอ เคยคิดมาแล้วทั้งนั้น บางทียังโทษคนอื่นอีกว่าไม่ยอมรับฟังตัวเองตั้งแต่ครั้งแรก อย่างนี้คนที่เสนออะไรใหม่ขึ้นมากฟังทีไรก็ใจฝ่อ คิดว่าตัวเองล้าหลังชาวบ้าน ดีไม่ดีอาจจะรู้สึกว่าถูกว่ากล่าวหาว่าลอกเลียนความคิดคนอื่นไปเสียอีก

 

โดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือการที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวจะกระทบต่อผลประโยชน์ ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ หรือเพิ่มภาระให้มากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดแปลกใหม่ไปจากเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หรือเป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ามีคนที่มีความคิดแปลกๆ ใหม่ ๆ แตกต่างไปจากคนอื่นอยู่ในที่ทำงานของท่านอย่าด่วนสรุปว่าเขาเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาหรือตัวประหลาด แล้วตำหนิปฏิเสธความคิดเห็นที่แตกต่างจากคนอื่น ลองรับฟังและพิจารณาด้วยใจที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ท่านจะได้อะไรแปลก ๆ ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงงานหรือเริ่มผลงานใหม่ขึ้นมากอีกมากมายที่ปรากฏแก่ผู้อื่นได้

 

สิ่งที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์บางครั้งอาจเกิดจากการปิดกั้นของคนอื่น แต่ความจริงแล้วอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง ลองตรวจสอบดูว่าท่านเคยมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า?

 

1. ติดอยู่ในกรอบ

คนบางคนทำทุกอย่างด้วยความเคยชิน โดยทำมาแบบไหนก็พร้อมที่จะเดินรอยตามเดิมทุกขั้นทุกตอน ไม่เคยคิดจะออกนอกแนวทางหรือกรอบที่กำหนดไว้ แม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์อะไรขัดขวางหรือห้ามไว้เลย แต่ก็ยังไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า “ก็เคยทำอย่างนี้มาตลอด” โปรดอย่างสร้างรั้วขึ้นมาขัดขวางตัวเองจนไม่กล้าคิด ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรเลย รื้อมันทิ้งไปและเปิดโอกาสให้ตัวเองบ้าง

 

2. ชื่อชอบของเก่า

ความสำเร็จในอดีตเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่ถ้าคุณชื่นชมหลงใหลอยู่กับอดีตหรือวิธีการเก่า ๆ ที่เคยทำมาว่าเป็นสิ่งที่งดงามสมบูรณ์จนไม่อาจจะมีอะไรมาทดแทนได้ แม้ว่าบางครั้งเวลาสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว ก็ยังไม่ยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น คุณก็จะกลายเป็นคนที่ล้าหลังคนอื่นไปโดยปริยาย เพราะโลกเดี๋ยวนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คุณคิด

 

3. ตามเขาง่ายดี

“ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ดูจะเป็นคติประจำใจคนหลายคนที่ไม่ชอบเหนื่อยในการใช้ความคิดหรือรับผิดชอบในการริเริ่มงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นถึงจะให้เสนออะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน สู้รอให้คนอื่นคิดแล้วค่อยคอยทำตามจะถนัดกว่า

 

4. ไม่มีเวลา

ข้ออ้างของพวกไม่ชอบคิดอย่างหนึ่งที่มักจะใช้บ่อยๆ ก็คือ ทำงานจนไม่มีเวลา แต่บ่อยครั้งที่การเสียเวลาในการทำงานเกิดขึ้นเพราะระบบงานแบบเก่า วิธีเก่าที่ไม่เคยคิดปรับปรุงให้ดีขึ้น ประหยัดเวลาขึ้นและทำได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นเลยต้องยิ่งวนเวียนอยู่กับวงจรเก่า ๆ  กับงานประจำที่เคยทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นเอง

 

5. ไม่กล้าเสนอ

โปรดให้โอกาสแก่ความคิดใหม่ ๆ  ที่น่าสนใจของตัวคุณบ้างอย่าด่วนกำจัดมันไปเสียก่อนที่จะมีโอกาสได้เกิดด้วยความกลัวหรือความอาย แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะถูกหาว่าเป็นเจ้าโง่ คนเปิ่น คนเพี้ยน หรือเพ้อเจ้อ ทำให้หลายคนไม่กล้าเสนอความคิดเห็นต่อผู้อื่น เป็นความกลัวล่วงหน้าไปโดยใช่เหตุ กลัวผิด กลัวอาย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครว่า ไม่มีใครคิด เป็นความกลัวไปเองล่วงหน้าไปก่อน ทำให้ไม่กล้าเสนอความคิดอะไรใหม่ๆ

 

 

6. กลัวเจอปัญหา

ความคิดที่เกิดขึ้นในสมองเราแต่ละครั้งนั้นไม่ได้เกิดมาอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว บางครั้งต้องอาศัยเวลาพัฒนาหรือปรับแต่ง เสริมแต่ง ให้ดีขึ้นและสามารถไปปฏิบัติได้จริงและอาจจะต้องใช้ความคิดจากหลายคนมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นจงอย่ากลัวที่จะเสนอความคิดและจะเจอกับปัญหา ต้องกล้าเสี่ยงที่จะเสนอแนะความคิด อย่าปล่อยให้ความกลัวมาครอบงำความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ถ้าคุณกล้าเสี่ยงบ่อยครั้งเท่าไหร่ คุณก็จะเพิ่มพูนความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

 

7. หน้าคนเดียว

คนบางคนเป็นโรคหลงความคิดตัวเอง ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งวิเศษไม่มีใครเทียบเท่าและไม่มีใครมีความฉลาดมาคิดเหมือนกับตัวเองได้ บางคนก็อาการหนักถึงขนาดที่คิดแล้วเคยเก็บเงียบไว้ไม่แสดงออกมาเพราะกลัวว่าจะถูกแย่งความคิดหรือจะมีคนมาดัดแปลงแก้ไข ควรคิดเสียใหม่ว่าการที่คนอื่นมาเลียนแบบความคิดเราไปใช้นั้นเป็นเรื่องน่าภูมิใจ เพราะหมายถึงความคิดของเราดีจริง และเขาเป็นผู้นำไปเผยแพร่ให้อย่าทำตัวเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์เก็บซ่อนสิ่งดี ๆ ของท่านไม่ยอมปล่อยออกมาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเลย

 

ถ้าคุณขจัดอาการเหล่านี้ได้หมดแล้ว และพร้อมที่จะเสนอความคิดของคุณแล้วก็อย่ากังวลใจที่จะลงมือทันที แล้วคุณจะพบว่าคุณซ่อนอะไรดีๆ ไว้จนไม่น่าเชื่อ โปรดอย่าเก็บไว้มิดชิดจนแม้แต่ตัวคุณเองก็หาไม่เจอเลย น่าเสียดาย!   มนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในสมองอยู่แล้ว แต่จะแสดงออกมากมากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นของคนแต่ละคนที่จะเสนอออกมาให้ปรากฏเท่านั้นเอง

 

คุณเคยเป็นเพชฌฆาตความคิดคนอื่นบ้างหรือเปล่า

อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง นอกจากการปิดกั้นตัวเองแล้ว ปัจจัยจากภายนอกก็มีอิทธิพลอย่างมาก

 

ของฝากสำหรับนักบริหาร

การเป็นนักบริหารที่ดีนั้น มีตำราว่าต้องเก่งสามประการ คือ “เก่งงาน เก่งคิด และเก่งทำ” เพราะนอกจากจะต้องรับผิดชอบเรื่องงาน และเรื่องการดูแลคนให้ปฏิบัติงานอยู่ร่วมกันอย่างมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อีกด้วย เพราะถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนางาน และเพิ่มคุณภาพของงานและในการพัฒนาอะไรใหม่ ๆ นั้น คงจะไม่มีใครเก่งได้คนเดียว จะต้องอาศัยความคิดจากเพื่อนร่วมงาน สมาชิกคนอื่นในทีมหรือผู้ใต้บังคับบัญชาอีกด้วย ดังนั้นนักบริหารจึงต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่จะกระตุ้นหรือส่งเสริมบรรยากาศที่จะกระตุ้นหรือส่งเสริมบรรยากาศที่จะกระตุ้น หรือส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยอาจใช้เทคนิค ดังนี้

  1. เป็นผู้จุดชนวนความคิด

การที่คนจะมีความคิดสร้างสรรค์หรือมีอะไรแปลก ๆ ไดนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะมีความคิดผุดขึ้นมาเฉยๆ แต่จะต้องมีพื้นฐานมาจากการได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง อะไรอยู่บ่อย ๆ  ทำให้เกิดความสนใจและท้าทายที่จะต้องทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง นักบริหารอาจจะช่วยกระตุ้นความคิดของผู้อื่น โดยการส่งเอกสาร บทความ หนังสือ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่น่าสนใจในสาขาวิชาต่าง ๆ สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะให้ข้อเสนอ หรือความคิดดี ๆ ซึ่งควรจะมีลักษณะไม่เป็นการบังคับ บีบเค้นอะไรจากผู้อ่าน ปล่อยให้เขาศึกษา และพิจารณาเองว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากการจุดชนวนให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ได้ทางหนึ่ง

  1. เป็นผู้รับฟังที่ดี

บ่อยครั้งที่มีความคิดสร้างสรรค์ถูกปล่อยผ่านไป เพราะความไม่เอาใจใส่ของผู้บริหาร ดังคำกล่าวที่ว่า “มองแต่ไม่เห็น ได้ยินแต่ไม่ฟัง” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในที่ทำงานที่มีผู้บริหารไม่สนใจจะรับฟังคนอื่นอย่างแท้จริง ได้แต่พยักพเยิดแล้วปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่สนใจ ถ้าท่านผู้บริหารทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังความคิดจากทุกคน และเก็บรวบรวมข้อเสนอแนะให้ครบทุกประเด็น ทึกแง่มุมแล้ว ท่านจะเก็บเกี่ยวอะไรดี ๆ อีกมากมาย อย่าปล่อยให้ความคิดดี ๆ ล่องลอยไปกับสายลมโดยเปล่าประโยชน์ เพราะว่าท่านไม่ทันได้ฟังอะไรเลย

  1. สร้างค่านิยม

ในการที่จะส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและทัศนคติของบุคลที่สนใจและพร้อมที่จะลงทุนค้นหาความคิดหลายผลงานคิดและเข้าใจว่าการที่มีความคิดในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และการที่มีหลายความคิดยิ่งเป็นผลดี นอกจากนั้นสมาชิกในทีมงานจะต้องเป็นคนที่มีความสนใจและรู้สึกท้าทายที่จะคิดค้นแก้ปัญหาแม้ว่าจะต้องประสบความลำบากหรือล้มเหลวบ้างในขั้นแรก นักบริหารต้องพยายาม สร้างค่านิยมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในหน่วยงาน รวมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมให้สมาชิกได้ฝึกทักษะในการใช้วามคิดให้มาก และจะต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นอิสระ มีเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็น รวมทั้งความเชื่อถือและเคารพซึ่งกันและกันในการแสดงความคิดเห็น

  1. เปิดโอกาส

ความคิดสร้างสรรค์ใช่ว่าเป็นพรสวรรค์ติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนและพัฒนากันได้ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้หลายประการ ข้อสำคัญผู้บังคับบัญชาต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมได้แสดงความคิดเห็น โดยอาจใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงหาแนวทาง หาวิธีการใหม่ที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและได้ผลดียิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่จะมุ่งทำงานประจำเฉพาะตามที่ได้รับคำสั่งด้วยวิธีการเดิมให้หมดไปวัน ๆ เท่านั้น เช่น การมอบหมายงานใหม่ การใช้ระบบข้อเสนอแนะ (Suggesationd Box)  การใช้เทคนิคระดมสมอง(Brain Storming)

 

        สรุป

ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะนักบริหารทุกระดับชั้นคนทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง แต่อาจจะมีโอกาสได้แสดงออกหรือได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน ในหลายหน่วยงานที่ผู้บริหารอยากได้ความคิดดี ๆ ที่สร้างสรรค์จากลูกน้อง แต่ไม่มีความอดทนเพียงพอในการพัฒนาคน ไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกน้องแสดงความสามารถอย่างแท้จริง ดังนั้นนักบริหารจะต้องอาศัยความอดทน ใจเย็น และรู้จักกระตุ้นโดยการให้กำลังใจ ให้ค่าชมเชย เพื่อให้ผู้เสนอความคิดเกิดความกระตือรือร้น มีพลังที่จะคิดสร้างสรรค์ผลงานต่อไป สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าให้แก่องค์การแล้ว ยังเป็นการสร้างผลงานให้องค์การมีความเจริญรุ่งเรือง รวมทั้งความผูกพันและความภาคภูมิใจในการทำงานอีกด้วย

 

ขอขอบคุณ : ดร.ศุภวิศวร์ ปัญญาสกุลวงศ์ และ กฤษณ์ แย้มสระโส
ที่มา : thaihomemaster

About Manat Zaa