จงเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของช่วงเวลาแห่งชีวิต

time

นับเวลา

ผู้นำทั้งด้านการทหารและทางฝ่ายวิญญาณชื่อโมเสสได้อธิษฐานต่อพระเจ้า ของเขาว่า
“…ขอให้ทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันคืนของตนเพื่อจะได้มีจิตใจที่กอปรด้วย ปัญญา”

ก่อนอื่นให้เราพูดถึงเรื่องวิธีนับเวลาแบบปกติ คนไทยเรานับจากดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึง ดวงอาทิตย์ตกเป็นหนึ่งวัน คนยิวโบราณเขานับจากดวงอาทิตย์ตกจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นเป็น หนึ่งวัน เขานับว่าเวลากลางวันเป็นเวลาทำงาน เวลากลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน ฉะนั้นจึงนับจาก ตะวันตกดินจนถึงตะวันขึ้น ทั้งคนไทยและคนยิวคงไม่มีปัญหาอะไรที่จะนับอย่างนี้ได้เพราะ ภูมิประเทศเราอำนวยให้นับเช่นนั้นได้ แต่คงเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกเหนือ และใต้ พวกเราทราบดีว่าโลกเรากลมและเอียง โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี ด้วยเหตุนี้มนุษย์ ในโลกจึงเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไม่ตรงกัน ขณะที่ผมเดินทางไปทำงานที่รัฐอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงฤดูร้อนของเขาดวงอาทิตย์ไม่ยอมตกมันค้างฟ้า และในช่วงฤดู หนาวผมเดินทางไปตอนเหนือของอลาสก้าที่นั่นผมไม่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นมันมืดตลอด หลายเดือน หรือถ้าเห็นก็โผล่มาให้เห็นเพียงช่วงรีบๆ แล้วก็ลับไป ฉะนั้นถ้าจะนับวันตาม พวกเราเห็นคงจะมีปัญหา ด้วยเหตุผลดังกล่าวนาฬิกาและปฏิทินสากลจึงเป็นเรื่องจำเป็น โลกไม่ใช่เป็นของชนกลุ่มเดียวต่อไป แต่คนทั่วทุกมุมโลกเป็นเจ้าของร่วมกัน ฉะนั้นจำเป็นต้อง มีการกำหนดวันเวลาที่เป็นกลาง เรานับโลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบเป็นหนึ่งวัน และโลก หมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบเป็นหนึ่งปี นั่นจึงเป็นที่มาของหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หนึ่งเดือนมี 30 วัน (ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน หรือเดือนที่ลงท้ายด้วยคมมี 31 วัน) และหนึ่งปีมี 365 – 366 วัน

แต่การนับเวลาที่โมเสสอธิษฐานถึงไม่ได้หมายถึงการนับดังกล่าวเท่านั้น แต่ท่าน หมายถึงการนับว่าชีวิตในโลกนี้ช่างสั้นเหลือเกิน ซึ่งผมเองเห็นด้วยเต็มร้อยเปอร์เซ็น ผมยังคง จำได้ชีวิตเมื่อผมเริ่มต้นเป็นคริสเตียนเมื่อตอนนั้นอายุเพียง 15 ปี และตัดสินใจรับใช้ พระเจ้าเต็มเวลาเมื่ออายุ 17 ปี รวมเวลาขณะนี้กว่า 50 ปี ที่เดินกับพระเจ้า

จากวัยที่คนเขาเรียกผมว่าน้อง มาเป็นพี่ ต่อมาเป็นพ่อ จนขณะนี้ผมมีตำแหน่งที่เขา เรียกกันว่า เป็นลุง เป็นตา เป็นปู่ และอีกไม่นานผมคงได้เป็นคุณทวดแน่นอน โมเสสกำลังสอน เราว่าเราได้ใช้ชีวิตแต่ละช่วงคุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุดมากขนาดไหน ดังมีคนกล่าวไว้ว่า เวลา และวารี (น้ำ) จะผ่านไปโดยไม่หวนกลับมาได้อีก เราไม่อาจหมุนนาฬิกาให้ชีวิตของเรากลับมา ใหม่ เราไม่อาจนำวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานกลับมาได้อีก ผมเคยเขียนบทความไว้ครั้งหนึ่งและ วันนี้ผมขอเตือนสติอีกครั้งหนึ่งว่า

เราจะให้วันสุดท้ายเป็นวันที่เราร้องว่า “สำเร็จแล้ว” หรือ “เสียใจที่…” เราได้ทำใน สิ่งที่วันนี้ควรทำแล้วหรือยัง และได้วางแผนอะไรสำหรับชีวิตบ้าง

“จงเป็นคนมีปัญญารู้จักคุณค่าของช่วงเวลาแห่งชีวิต ส่วนผมและครอบครัวเลือกที่จะเดินในทางของพระเจ้าและรับใช้พระองค์”

ขอบคุณที่มา : romyenchurch.org

About Manat Zaa