“ผมจะเป็นคนดี” คุณ “วิกรม กรมดิษฐ์” กับชีวิตที่ธรรมดา

 

วิ1
ใครที่ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-ปากช่องบ่อยๆ คงค้นเคยกับภาพรถแลมบอร์กินีสีดำมันวับที่แล่นฉิวแซงหน้าคุณ แล้วหายลับไปในพริบตาด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่าสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังพวงมาลัยรถสปอร์ตสุดหรูมูลค่าไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาทคันนั้น คือประธานมูลนิธอมตะ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครและอมตะคาสเซิล..วิกรม กรมดิษฐ์ มหาเศรษฐีผู้มีสินทรัพย์นับหมื่นล้าน เขาเขียนหนังสือ ผมจะเป็นคนดี ตีแผ่ชีวิตของตัวเองอย่างหมดเปลือกชนิดที่ไม่เคยมีซีอีโอคนไหนกล้าทำมาก่อน ด้วยบุคลิกอันโดดเด่น ฝีปากที่คมกล้า บวกกับมุมมองความคิดที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เขาเป็นบุคคลที่มีคนอยากรู้จักมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

 

จากการอ่านประวัติชีวิตของคุณวิกรมในหนังสือ ผมจะเป็นคนดี ทราบว่าวัยเด็กคุณวิกรมต้องเผชิญความกดดันบีบคั้นมากพอสมควร อะไรทำให้ผ่านพ้นชีวิตช่วงนั้นมาได้ ไม่เสียคน แถมยังประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ค่ะ

ผมคิดว่าเป็นเพราะเรารู้จักตัวเองและก็รักตัวเอง เรารู้ว่าเรามีหน้าที่ต้องรับภาระในฐานะพี่คนโต โดยที่ไม่ต้องมีใครมาสั่ง ทุกวันผมต้องตื่นก่อนคนอื่นเพื่อไปตลาด กลับมาต้องมาเปิดร้าน ทำงานต่างๆ แล้วก็ดูแลน้องๆ ตั้งแต่ผมอายุห้าขวบก็เลี้ยงน้อง แล้วทำทุกอย่าง ทั้งอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำกับข้าวให้แม่ทานตอนที่แม่อยู่ไฟ การที่ผมช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมมีความรับผิดชอบ แต่ผมก็เคยเกเรนะ เพราะเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ป่าเถื่อน สมัยนั้นเมืองกาญจน์ยังป่าเถื่อนอยู่ (จังหวัดกาญจนบุรีเป็นบ้านเกิดของคุณวิกรม) ตอนเด็กๆ เคยเห็นคนถูกยิงตายคาที่ต่อหน้าต่อตาเลย ๕ ศพ ชาวบ้านยิงกันเอง ตัวผมก็ถูกพ่อทั้งอัด ทั้งตี เลยทำให้เป็นคนที่เหี้ยมเกรียม เด็ดขาด และดุร้าย ตอนอายุประมาณ ๑๒ ขวบ ผมเคยสั่งลูกน้องไปแทงจิ๊กโก๋ที่ปากซอย เคยเห็นคนสูบไอระเหย ฝิ่น กัญชา กินเหล้า มาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านผมปลูกกัญชา พอหน้าหนาวผมมีหน้าที่ส่งกัญชาให้คนทำไร่อ้อยสูบ เวลาทำกับข้าวผมก็เอากัญชาใส่ลงไปด้วย ความที่เราทำ เราเห็น แล้วเราก็เคยเป็นมาระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้เองว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

เคยมีสักช่วงที่ติดเหล้า บุหรี่ หรือหลงใหลในอบายมุขบ้างไหมคะ

ไม่เคย เพราะผมเห็นพ่อแม่ทำงานหนัก แล้วก็อาจจะเป็นด้วยตอนเด็กๆ ผมเรียนที่โรงเรียนวัดและชอบไปอยู่ในวัด สมัยก่อนคุณแม่ให้เงินน้อย วันหนึ่งแค่สลึงหนึ่ง กินกวยจั๊บชามเดียวก็หมดแล้ว เลยต้องไปอาศัยกินข้าวบาตร ตอนเด็กๆ เห็นขอทานที่เขาเป็นง่อยเดินไม่ได้ผ่านหน้าบ้าน ก็จะเอาขันของเขาไปตักข้าว แล้วเอากับข้าวใส่ให้เขาด้วย พอขอทานผ่านมาทีไรก็จะมองหาเรา ว่าเราอยู่ไหม ถ้าไม่อยู่ เขาก็จะนั่งรอที่หน้าบ้าน เรามีความสุขกับการทำอย่างนั้นเรารู้จักตัวเองว่าเรามีงาน มีภาระที่ต้องดูแลรับผิดชอบ และรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ก็เลยไม่เคยติดบุหรี่ ไม่ติดเหล้า ที่ผมไม่เป็นคนเลวก็เพราะได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมที่ผมเห็น และก็ได้รับความอบรมสั่งสอนจากคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องความมัธยัสถ์ ความรับผิดชอบการทำงาน การักษาหน้าที่

 

บางคนมองว่าหนังสือ ผมจะเป็นคนดี เป็นการนำเอาคุณพ่อมาประจาน คุณวิกรมมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้

อันนี้เป็นจุดเสียของสังคมไทย สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยืนอยู่กับความจริง ซึ่งผมไม่ชอบมากๆ ผมคิดว่าอะไรที่เป็นเรื่องจริง เราต้องเอามาพูด ถ้าเกิดว่าผิดพลาดไป ก็แก้ไขให้มันถูกต้องอย่างมีเหตุและผล ไม่มีคำว่าพ่อ-ลูก หากความจริงสิ่งนั้นเป็นสีดำ แต่เพราะเป็นพ่อจึงบอกว่าเป็นสีขาว อันนี้ถือว่าผิด การที่เมืองไทยเป็นอย่างนี้ก็เพราะเป็นสังคมเอื้ออาทร ถือเรื่องบุญคุณ เราจึงได้นักการเมืองแบบนักเลงก็มี นักการพนันก็มี ก็เพราะคิดว่าเขามีบุญคุณกับเรา พอเขาทำอะไรผิด เราก็บอกว่าเขาไม่ผิด วันนี้ถ้าอะไรที่ผิดเราต้องหันกลับมาพูด อะไรที่ผิดต้องแก้ไข ประเทศไทยเป็น 1 ใน 200 ประเทศที่ไม่เจริญ เพราะความคิดของเรายังถูกบีบอยู่อย่างนี้ถึงได้ไม่มีคนไทยที่ได้รับรางวัลโนเบลเลยสักคน นี่คือสังคมไทยที่ผมรับไม่ได้ แล้วที่ผมเขียนหนังสืออย่างนี้ จริงๆ ผมประจานตัวเองนะไม่ใช่ประจานพ่อ เพราะมีใครไหมที่บอกว่าไปชกพ่อ มีใครไหมที่บอกว่าเคยคิดจะฆ่าพ่อ

วิ4

มีซีอีโอคนไหนที่มาเปิดเผยเรื่องไม่ดีของตัวเอง ผมอยู่ในสังคม ผมก็อยากจะมีชีวิตที่ดูเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ อยากให้คนเขาดูเราดี แต่เพราะผมเป็นคนที่ยืนอยู่บนความจริง อะไรที่ถูกต้องเราก็พูดให้รู้ อะไรที่ไม่ดี เราก็เอามาว่ากัน นี่คือประเด็นที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะผมอยากให้คนได้เรียนรู้ โดยดูจากสิ่งที่เราเคยทำผิด-ถูกก็ว่ากันตามจริง ไม่ต้องมาเติมแต่ง ไม่ต้องมาใส่สีตีไข่ ผมต้องการให้เรื่องของผมเป็นแผนที่ เป็นเข็มทิศให้คนรุ่นต่อไปได้เดินไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนของเขา วันนี้ถ้าเราลดต้นทุนให้คนที่เดินตามมา ก็เท่ากับเป็นการลดต้นทุนของสังคม ประเทศไทยไม่มีนักเขียนและไม่มีผู้ที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดอดีตมากเหมือนพวกฝรั่ง ถามว่าอังกฤษทำไมถึงเป็นชาติที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน เพราะอังกฤษมีนักเขียนที่เปิดเผยทั้งด้านดีและไม่ดี อย่างริชาร์ด แบรนสัน (ซีอีโอของเวอร์จิ้นกรุ๊ป) เขามองว่าเขาเป็นคนเลวคนหนึ่ง แต่เขาก็เขียนประวัติของเขาเพื่อที่คนรุ่นต่อๆ ไปจะได้รู้ ได้เปรียบเทียบ เหมือนเมื่อกี้ที่ถามคำถามผมว่าทำไมผมถึงไม่ติดยา ก็เพราะผมได้ไปเห็นตัวอย่างและได้ทำมาในระดับหนึ่ง แล้วผมมีความรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ไม่ควร ผมเห็นพ่อเจ้าชู้มีเมียเยอะแล้วทะเลาะกับแม่ทุกวัน ผมก็เบื่อ รู้ว่ามันไม่ดี แล้วเรารักตัวเองใช่ไหม เมื่อรู้ว่าไม่ดี เราจะตัวเราเองอย่างนั้นทำไม

 

ทราบว่าคุณพ่อทำงานเก่ง คุณวิกรมได้แบบอย่างอะไรจากท่านบ้าง

สิ่งที่ดีของคุณพ่อคือ เป็นต้นแบบของความขยันความรับผิดชอบ เป็นต้นแบบของคนทำงานที่เราควรจะเอาเป็นแบบอย่างฉะนั้นวันนี้ที่ผมประสบความสำเร็จ ก็เพราะในตัวผมนี่มียีนของคุณพ่อ คือมีความอดทน ความขยัน ความรับผิดชอบ มีความฉลาดเฉลียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี

 

คุณวิกรมเคยคิดโกรธแค้นท่าน แต่ถึงวันนี้ได้ทำอะไรตอบแทนท่านบ้างไหมคะ

อย่างแรกคือ ดูแลครอบครัวให้พ่อ ดูแลน้องทุกคน ช่วยเหลือหลานทุกๆคน แม้ว่าเมื่อก่อนผมจะยังไม่ค่อยมีเงิน แต่ก็ทำด้วยความเป็นพี่และถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ อย่างที่สอง สนับสนุนช่วยเหลือเมียของพ่อทุกคน อย่างที่สาม ตอนพ่อไม่สบาย ผมก็ออกเงินให้ไปหาหมอ และผมมีญาติที่เป็นรุ่นพี่ ก็บอกเขาว่า ถ้าพ่อมายืมเงินก็ให้ไป แล้วค่อยมาเอาคืนที่ผม อีกอย่างหนึ่ง ช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน เซ็งเม้ง แม้ผมจะไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อด้วยตัวเองแต่ผมจะคอยบอกน้องๆ ให้ไปเยี่ยมพ่อเสมอ สำหรับเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมามันนานแล้ว ผมไม่ได้เก็บมาคิดแค้น

ทุเรียนเทศ-นอน-new

อยากทราบว่าจริงๆ แล้วคุณวิกรมเป็นคนแบบไหนคะ

ข้อหนึ่ง ผมเป็นคนที่มีดีมานดิ้ง (ความต้องการ) ที่ดีสูงมาก เป็นคนทำงานจริงจังและมีความทะเยอทะยานอย่างไร้ซึ่งขอบเขต เหตุผลคือผมเป็นพี่ เป็นหัวหน้า เป็นเถ้าแก่ แต่ผมมีความใฝ่ดี ผมมาจากที่ที่ไม่มีอะไร ครอบครัวผมมีฐานะไม่ลำบากก็จริง แต่เนื่องจากผมไม่ถูกกับพ่อ ผมจึงไม่อยากและไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากพ่อ ฉะนั้นจึงกลายเป็นว่าผมยืนอยู่ในความว่างเปล่า ติดลบด้วยซ้ำ เพราะต้องแบกน้องแบกนุ่ง เพราะฉะนั้นผมจะทำอะไรก็ต้องทำให้ดีและทำอย่างจริงจังจนสำเร็จ ข้อสอง ปีนี้ผมอายุ 56 แล้ว ผมมีความทะเยอทะยาน แต่ไม่มีความโลภ เมื่อเราไปถึงจุดที่เราได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว มีความพร้อมทางด้านการเงินแล้ว มีในสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงจะมีแล้ว ผมก็อยากจะแบ่งปัน ฉะนั้น ๘ ปีที่ผ่านมาผมจึงเกษียณจากบริษัท เพราะผมอยากทำในสิ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ต่อคนในวงกว้างมากกว่าอยากจะทำเพื่อเงินทอง เพราะการทำธุรกิจก็คือการหาผลประโยชน์ใส่กระเป๋าตัวเอง วันนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ของเวลาของผม จึงทำงานให้มูลนิธิอมตะ เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าผมมีความสุขที่ได้ทำเพื่อสังคม ในชีวิตผมจะไม่เห็นมากไปกว่าผมมีความสุขได้ทำเพื่อสังคม ในชีวิตผมจะไม่เห็นผมรับตำแหน่งหรือลาภยศใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าผมได้มาหมดแล้ว ถ้าผมตายไป ผมจะยกทรัพย์สินทั้งหมดให้มูลนิธิอมตะ

วิ6

คุณวิกรมเคยตั้งเป้าหมายการทำงานไว้อย่างไร แล้วได้ผลอยางไรที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือเปล่า

ผมเป็นคนที่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง เวลาทำธุรกิจอะไรก็อยากจะเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจนั้น ผมเริ่มทำงานอายุ 23 ปี เป็นธุรกิจทางด้านเทรดดิ้งอาหารกระป๋อง และตั้งเป้าอาไว้ตอนอายุ 25 ว่าต้องทำธุรกิจให้สำเร็จ พออายุ 32 ก็ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ เป็นบริษัทเทรดดิ้งทางด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีมูลค่าทางธุรกิจ 1,400 ล้านบาท พออายุ 35 ผมก็ตั้งเป้าหมายในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมให้มีรูปแบบเป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบต่างจากนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ คือจะมีทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สนามกีฬา ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ ศูนย์การเงินการธนาคาร ฯลฯ เป็นทั้งที่ทำงานและพี่พักอาศัย ผมต้องการให้นิคมของเราเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศ หลังจากนั้นประมาณสิบปี ผมก็ทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ 80-90 เปอร์เซ็นต์

 

มีการตั้งเป้าหมายในด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจไหมคะ

หลังประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ผมก็ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนผมเริ่มเขียนหนังสือตอนอายุประมาณ 48-49 และตั้งเป้าไว้ว่า เราจะเป็นนักเขียนหนังสือแล้วมีการตีพิมพ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์คือประมาณหนึ่งล้านเล่ม เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้จะครบ ๖ ปีแล้ว ซึ่งนักเขียนที่จะได้พิมพ์งานถึงหนึ่งล้านเล่มภายในระยะเวลาหกปียังไม่มี พอผมมีอายุครบ 56 ปีบริบูรณ์ คาดวาจะมีคนอ่านหนังสือของผมไปแล้วประมาณ 4-5 ล้านคน

ผมตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือไปเรื่อยๆ ประมาณสัก 20 เล่ม จะเขียนหนังสือที่เป็นประโยชน์โดยนำอดีตของเรามาเป็นต้นแบบ ตอนนี้ก็กำลังเขียน กินอยู่อย่างวิกรม ส่วนมูลนิธิอมตะที่ตั้งมาสิบสี่ปีก็ถือว่าเป็นงานที่ดี มีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง ทางมูลนิธิอมตะได้จัด อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด มอบเงินหนึ่งล้านบาทให้นักเขียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว การที่ผมสนับสนุนนักเขียน เพราะผมถือว่านักเขียนเป็นรากเหง้าของสังคม เป็นผู้ผลิตอาหารสมองให้สังคม ผมมองว่านักเขียนมีบุญคุณต่อสังคมจึงอยากเชิดชูเขา

 

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จตั้งแต่เมื่อไร และมีข้อแนะนำอะไรให้คนหนุ่มคนสาวที่อยากจะประสบความสำเร็จอย่างคุณวิกรมบ้าง

ผมคิดว่าผมประสบความสำเร็จจริงๆ ในปี 2547 เพราะปีนั้นผมหมดหนี้สินแล้วสบายใจ มีเงินที่จะใช้ซื้ออะไรก็ได้ ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับต้นๆ

สำหรับข้อแนะนำที่จะให้ได้ก็คือ ข้อที่หนึ่ง ต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าตัวเองชอบทำอะไร และต้องรู้ความต้องการของตลาดด้วย ยกตัวอย่างบิล เกตส์ ที่เขาประสบความสำเร็จ เพราะเขาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและรู้ความต้องการของตลาด ดังนั้นพอเขาทำคอมพิวเตอร์แล้วเขาถึงไปทำซอฟต์แวร์ ซึ่งตลาดต้องการมาก เพราะอย่างนี้จึงทำให้อายุสามสิบกว่าเขาก็รวยมากแล้ว ข้อที่สอง จะต้องมีความรับผิดชอบสูง ทำงานหนัก ไม่หนีงาน และชอบที่จะทำงานทำงานหนักนี่หมายความว่าเวลาเจองานหนักๆ แล้วไม่หนีงาน พวกที่ทำงานอย่างบ้าเลือดที่เรียกว่าเวิร์คอะฮอลิก ( workaholic ) ผมคิดว่าคนพวกนี้ไม่รู้จักตัวเอง เราต้องทำงานเป็น รับผิดชอบเป็น รู้จักเลือกงานเป็นแล้วทำให้เกิดประสิทธิภาพ คนที่เป็นผู้จัดการที่ดีคือคนที่ทำงานน้อย แต่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด และต้องรู้จักดูแลตัวเอง ร่างกายคนมีนาฬิการ่างกายที่เรียกว่าบอดี้คล็อก ( body clock ) เมื่อไรที่เราเพลียเราก็พัก เราหิวเราก็ทาน อย่าไปดันทุรัง คนที่รวยๆ แล้วตาย เพราะทำงานหนักเกินไปและไม่ดูแลตัวเอง สุดท้ายคือ มีความเป็นสุภาพบุรุษ อะไรที่ไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควร อย่าไปเอาเปรียบคนอื่น เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเราเองและมีความจริงใจต่อสังคม เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา ต้องได้มาด้วยความภาคภูมิใจ ถ้ารวยบนคราบน้ำตาหรือบนซากศพ พวกนั้นถือว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษ

 

หัวใจสำคัญในการบริหารงานองค์กรและบริหารงานบุคคลของคุณวิกรมคืออะไรคะ

ผมว่าคนที่จะบริหารงานได้ดี อันดับแรก จะต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ สามารถตีความและเข้าใจทุกอย่างได้ถูกต้อง สองจะต้องมีความยุติธรรม ถ้าเรามีความยุติธรรม ทุกคนก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวเรา และสาม เราต้องคิดเสมอว่า พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ ตื่นนอนลืมตามาปิ๊ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ให้คิดเสมอว่า พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ เราต้องทำดีไปเรื่อยๆ ถ้าผู้บริหารไม่หยุดอยู่กับที่ ลูกน้องจะไม่อยู่กับที่ และลูกน้องจะมีความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าขององค์กรและตัวเองเอง

 

การที่กำหนดไว้ว่า พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ไปเรื่อยๆ จะเป็นการกดดันตัวเองมากไปหรือเปล่าค่ะ

ต้องมองให้เป็นสิ่งที่ท้าทายของชีวิต อย่ามองให้เป็นภาระ สมมุติว่าเราเจออะไรก็แล้วแต่ จงสนุกกับมัน สมมุติว่าวันนี้เราเจอปัญหา จงมองว่าปัญหานี้ท้าทายความสามารถของเรา ให้รู้สึกสนุกเหมือนได้ดูหนัง ถ้าเรามองอย่างนั้นมันจะทำให้เราไม่เบื่อหน่าย พอทำสำเร็จเปลาะหนึ่งก็สนุก ได้อีกเปลาะหนึ่งยิ่งมัน ได้อีกเปลาะหนึ่งก็ยิ่งภูมิใจ สุดท้ายไอแอมเดอะวินเนอร์ เราคือผู้ที่ทำสำเร็จ แต่ก็ต้องรู้จักวาง เรื่องไหนวันนี้ทำไม่ได้ อย่าบีบคั้นตัวเอง

 

เวลาคุณวิกรมมีปัญหา เหนื่อย เครียด ทำอย่างไรคะ

กลับบ้านนอน ห้องนอนผมเป็นห้องทำงานด้วย ปกติห้องนี้จะมืดตึ้ดตื้อ ไม่มีหน้าต่าง ผมถึงเคยบอกว่าผมติดคุกได้ เวลาทำงานผมถึงจะเปิดไฟ ที่ผมใช้ห้องนอนมืดๆ เพราะจะได้ไม่มีอะไรมารบกวน ผมมีอยู่สองห้องในชีวิต ห้องหนึ่งคือห้องนอนที่มืดตื๋อ อีกห้องหนึ่งคือห้องนั่งเล่น ผมเคยอยู่ที่เขาใหญ่ช่วงปีใหม่สามอาทิตย์ไม่ไปไหนเลยก็ไม่เดือดร้อน ไม่เคยคิดว่า โอ้โฮ เบื่อ ผมว่าผมเป็นคนประหลาดนะ

 

ตลอดสามอาทิตย์ไม่ไปไหน แล้วทำอะไรคะ

อ่าน เขียน ดู อยู่กับตัวเอง ทุกวันนี้ที่เขาใหญ่ ผมอยู่บ้านเล็กๆหลังหนึ่ง เนื้อที่สัก 90 ตารางเมตร ผมอยู่คนเดียว อยู่กับตัวเองทุกวัน ในความเป็นตัวเอง เราก็ได้เขียน ได้อ่าน ได้ทำอะไรที่อยากจะทำ สักสองอาทิตย์ก็ลงมาครั้งหนึ่ง มาประชุม พบปะผู้คนเวลาอยู่กับคน ผมเป็นคนที่สนุกสนานนะ อยู่กับเพื่อนฝูงไม่มีเงียบแต่พอจบงานปั๊บ ผมฉายเดี่ยวปุ๊บ นั่งอ่านหนังสือ เขียนอะไรต่ออะไร ไม่อยากให้ใครมารบกวน

 

ต้องดูแลธุรกิจใหญ่โตคงมีปัญหาให้คิดเยอะ เคยนอนไม่หลับไหมคะ

มี แต่น้อย ไม่ค่อยมีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ เพราะเราเตรียมตัวมาดีพอ แต่ถ้ามีก็ต้องติดใจ คิดว่าเกิดมาตายครั้งเดียว คนอื่นเขาทุกข์กว่าเราตั้งเยอะ ถ้าเราเกิดในช่วงสงคราม บ้านก็คงไม่มี ชีวิตก็อาจไม่รอด ผมชอบดูฮิสทรี่แชนแนล (ช่องของยูบีซีที่เสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ) ทำให้เห็นว่าชีวิตของคนโบราณลำบากมาก มีการบุกรุก ฆ่าฟันกัน ประเทศไทยวันนี้ไม่มีใครมาบุกเราเราไม่ได้เกิดช่วงสงคราม ถ้าไปดูแอฟริกา คนอยู่อย่างอดอยากแมลงวันตอมตา มีโรคอหิวาต์ระบาด แย่กว่าเราเยอะ

วิ2

การมองคนที่ทุกข์กว่า เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ช่วยให้สบายใจขึ้นใช่ไหมคะ

ใช่ ถ้าเราวิ่งอยู่คนเดียว โดยไม่มองว่ามีลู่วิ่งอยู่ข้างๆ อีกตั้งหลายลู่ เราก็จะไม่รู้ว่าเราดีกว่าชายบ้านเขาตั้งเยอะ ที่ไต้หวันซึ่งผมเคยไปอยู่ มีไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว หนาว แต่เมืองไทยของเรามีผ้าขาวม้าผืนหนึ่งก็รอดชีวิต เรามีบุญเพราะอยู่ในแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อันดับ 17 ของโลก แล้วคุณรู้ไหม ประเทศไทยปลูกข้าวได้เป็นอันดับที่ 6 ของโลก และเราส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกเราอุดมสมบูรณ์มาก แต่เราชอบบ่นว่าโชคร้าย

 

อยากทราบว่าในการทำงานคุณวิกรมมีใครเป็นต้นแบบค่ะ

ผมชอบเอาหลายๆ คนมาผสมกัน เราเป็นโต๊ะพิเศษก็ต้องมีหลายขา เราอย่าไปเอาขาเดียวกันไม่มัน เพราะแต่ละคนเก่งกันคนละอย่าง ด้านจิตใจที่มุ่งมั่นต้อง เจงกิสข่าน แต่ไม่เหี้ยมเกรียมเหมือนเขานะ ส่วนการบริหารงานต้อง โรนัลด์ เรแกน เลือกคนเก่งๆมาทำงาน โดยให้นโยบาย เป้าหมาย สนับสนุนช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาเขา แล้วคอยตรวจงานเขา คือเป็นผู้จัดการที่ดี อีกคน คือ เติ้งเสี่ยวผิง ผมชอบตรงที่เขาไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่เลือกว่าจะเป็นแมวดำหรือแมวขาว ใครก็ได้ที่เป็นคนเก่ง ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ผมก็ไม่ต้องการให้บริษัทของผมเป็นธุรกิจในครอบครัว จึงกำหนดไว้ว่าจะไม่เอาคนในครอบครัวทำงานในบริษัทเกิน ๒ คน และต่อไปถ้าคนในครอบครัวผมไม่เก่ง ก็ให้เอาคนอื่นมาเป็นผู้นำ นี่เป็นไอเดียที่ได้จากเติ้งเสี่ยวผิง อีกคนที่ผมชอบคือ มหาตมะคานธี ท่านชอบปั่นด้าย ใส่โจงกระเบน อยู่อย่างสมถะ สันโดษ ผมเป็นคนมีดีมานดิ้งสูง ก็ต้องใจเย็นลง อยู่อย่างสันโดษบ้าง ดูอย่างแมงมุมมันยังสร้างรังด้วยตัวมันเอง ไม่ต้องให้ใครมายุ่ง ส่วน จอร์จ วอชิงตัน ผมก็มีความคิดเหมือนเขาในการกลับไปสู่ความเป็นตัวของตัวเอง จอร์จ วอชิงตัน เคยเป็นผู้นำกองทัพ เขาสามารถเป็นกษัตริย์ได้ แต่กลับไปเป็นชาวไร่ ตอนหลังเขาได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานาธิบดี พอทำหน้าที่เสร็จก็กลับไปเป็นชาวไร่เหมือนเดิม ผมก็เป็นชาวไร่ทุกวันนี้ผมอยู่ไร่ กลับไปสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริง

 

แปลว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ไม่ใช่ เพราะนั่นคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อปากท้อง และปัจจัยสี่

 

แต่ตอนนี้เกินปัจจัยสี่แล้วนะคะ

เกินแล้ว เราก็เผ่นสิ ผมถึงได้ผันตัวเองมาทำมูลนิธิไง มูลนิธิตั้งเมื่อสิบปี่ที่แล้วโดยที่ยังไม่รู้จะเจ๊งหรือจะรอด ผมคิดไว้ว่าวันหนึ่งผมจะต้องประสบความสำเร็จ และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็เอาเงินที่ได้มาให้มูลนิธิ แปดปีที่แล้วเรายังมีหนี้ แต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าโอเคแล้ว ผมไม่ได้สนใจที่ผมติดอันดับคนรวย (คุณวิกรมติดอันดับ 1 ใน 40 คนที่รวยที่สุดในประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ของสหรัฐอเมริกา) หรือได้รับเลือกเป็นเพอร์ซันแนลลิตี้ออฟเดอะเยียร์ (คัดเลือกโดยนิตยสาร ฟอเรนจ์ไดเร็คท์อินเวสต์เมนท์ในเครือ ไฟแนนเชี่ยลไทมส์ ของอังกฤษ) แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่เรารู้ว่าเราพอแล้ว ผมขอแค่อย่ามีหนี้ และมีเงินเหลือพอที่จะซื้ออะไรที่เราอยากจะซื้อ แต่ผมไม่ได้บอกว่าผมรวยนะ (ย้ำหนักแน่น)

 

คุณวิกรมฝันไว้ว่าจะทำอะไรอีกนะ

ผมเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานแบบไร้ซึ่งขอบเขต ผมก็เลยต้องการให้ธุรกิจของผมโตอย่างไร้ขอบเขต นี่คือความทะเยอทะยาน แต่ไม่ใช่ความโลภ ปีที่แล้วบริษัทของเราน่าจะได้กำไรสักพันล้าน เรามีพนักงานแปดสิบกว่าคน คนหนึ่งทำงานให้ผมประมาณสิบกว่าล้านบาท ผมบอกว่าเป้าหมายคุณคือยี่สิบล้านต่อหัว เพราะเราคิดว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ แต่ดีในทางยุติธรรม ดีในทางมีเหตุและผม ผมไม่เคยหยุดยั้งเรื่องความคิดความฝัน ฝันเราเสียสตางค์หรือเปล่าล่ะฝันเราเหนื่อยไหม ฝันทำให้เราฟั่นเฟือนไหม ไม่เลย แต่ความฝันเป็นแรงผลักดัน ความฝันเป็นเข็มทิศ ความฝันเป็นพลังให้เราสนุกผมจะคิดฝันจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย แล้ววันสุดท้ายผมจะเขียนหนังสือชื่อ “เมื่อวันนั้นมาถึง” ผมจะถ่ายทอดความรู้สึกของคนแก่คนหนึ่งว่าตอนนั้นผมนึกอะไร คิดอะไร แล้วกำลังรู้สึกอย่างไรกับร่างกายของผม ผมตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือจนกว่าจะตาย ลมหายใจของผมกับหมึกหยดสุดท้ายจะหยุดด้วยกัน

 

การที่ทำอะไรแล้วสำเร็จอย่างที่คิดฝันไว้ ทำให้มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากจนดูเหมือนมี “อีโก้” หรือเปล่า

อีโก้คือความหย่งยะโสโอหัง แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีความกล้าหาญ ไม่ใช่อีโก้ ถ้าเจงกิสข่านไม่มั่นใจและไม่กล้าพอที่จะบุก ลูกน้องก็ปอดแหกหมดสิ ผมกล้าที่จะพูดว่าผมจะสร้างอะไร ผมกล้าทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผมอยากจะทำ และคนอื่นไม่กล้าทำจนสำเร็จจริงๆ แล้วผมอยากจะเป็นอะไรรู้ไหม ผมอยากเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพรถถังแพนเทอร์ที่รบอยู่ในยุโรป รบไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องกลับ นั่นคือตัวตนของผม

 

ในชีวิตนี้สิ่งที่คุณวิกรมรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดคืออะไร

ผมภูมิใจที่ผมเป็นคนพูดจริงทำจริง และไม่มีอะไรแอบแฝง ผมทำทุกอย่างที่เป็นตัวตนของผม คนอาจจะมองว่าอีโก้ แต่ผมมีความฝันของผมอย่างนั้น วันนี้ผมมีประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีอยู่ในนิคมอมตะ ภายในสามปีข้างหน้าผมต้องการ 10 เปอร์เซ็นต์และคิดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าวันสุดท้ายที่ผมปิดตาลง ผมอาจจะมีเมืองที่มีสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีของประเทศไทย

 

ถ้าอย่างงั้นเป้าหมายในการสร้างอมตะคาสเซิลคืออะไรคะ

ผมตั้งใจจะสร้างให้แก่สังคม ให้เป็นที่ที่ศิลปินต่างๆ มาใช้เหมือนมีพิพิธภัณฑ์ของตัวเองทำให้เมืองไทยเป็นที่รู้จักในด้านงานศิลปะ ผมละอายที่ฝรั่งส่วนใหญ่มาเมืองไทยรู้จักแต่พัฒนพงษ์กับพัทยา ผมสร้างอมตะคาสเซิลโดยใช้เงินที่เป็นส่วนของผมเองทั้งหมด และพอสร้างเสร็จผมก็จะยกให้มูลนิธิ แล้วจะเปิดให้ทุกคนมาใช้ ซึ่งจะมีส่วนที่เป็นโรงแรมด้วย บางคนหาว่าผมต้องการจะโชว์ออฟ แต่ผมว่าคนที่คิดอย่างนั้นเป็นคนใจแคบ

 

จากการที่เคยบวชและธุดงค์ในป่ามาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเศษ อยากทราบว่าได้ข้อคิดและประสบการณ์อะไรบ้างคะ

ตอนที่บวชได้ไปธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์กับพระอาจารย์โต (พระพจนารถ ปภาโส วัดราชบพิธสถิตมหสีมาราม) และพระพี่เลี้ยง (พระลั่นทมและพระฟ้าสะท้าน ปัจจุบันสึกแล้ว) ท่านเหล่านี้คอยช่วยชี้แนะในการทำสมาธิภาวนา “พุทโธ” ทั้งการเดิน ยืน และ นั่ง การได้อยู่ในป่าทำให้ได้อยู่กับธรรมชาติและบรรยากาศที่เงียบสงบ ได้ฝึกตัวเองให้นิ่ง มีสมาธิ นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ผมเรียกช่วงนี้ว่า “เว้นวรรคพักชีวิต”

 

ช่วงนี้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมบ้างหรือเปล่าคะ

การปฏิบัติธรรมของผมคือการนั่งนิ่งๆ กับตัวเอง คุยกับตัวเองเข้าใจตัวเอง แล้วรู้ว่าอะไรที่เคยทำผิด อะไรที่ไม่ดี ผมถือว่าแค่นี้ก็พอแล้ว เพราะธรรมก็คือการทำดี ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

 

หลังวางมือจากธุรกิจ ชีวิตประจำวันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างคะ

ผมจะใช้เวลาอยู่ที่ “ดงกุฏาคาร” (แพวิเวกที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา) มากขึ้น อยู่สักประมาณสิบวันก็กลับกรุงเทพฯมาประชุมสัก 2-3 วันหรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนี้ผมทำหน้าที่เป็น Think Tank (ผู้นำความคิด) ให้เขาเท่านั้นเอาประสบการณ์ของเรามาให้คำปรึกษา แนะนำ และชี้แนะแนวทางผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของผมสามารถบริหารอมตะได้ดีอยู่แล้ว ผมเชื่อเวลาอยู่ต่างจังหวัดมากๆ เพื่อเขียนหนังสือและทำงานด้านข้อมูล เพื่อเตรียมออกอากาศทางคลื่น FM 96.5 ชื่อรายการ ซีอีโอวิชั่น ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เวลา 9.00-10.00 น.

 

ขออนุญาตถามเรื่องส่วนตัวหน่อยนะคะ ทำไมถึงไว้ผมทรงนี้คะ

ไม่ใช่ไว้ผมทรงนี้ ไม่มีทรง ผมไม่ได้ตัดเลย ตั้งแต่บวชมาแล้วมันยาวได้แค่นี้

 

ต้องการให้ดูแปลก ไม่เหมือนใครหรือเปล่าคะ

คือตอนที่ผมอายุห้าสิบเต็ม ผมบวชให้แม่ เพราะแม่เคยบอกให้บวช แต่น่าเสียดายที่ผมบวชหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากบวชก็นั่งคิดว่า เราจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือ ตอนที่บวชมีพระไปด้วยสามรูป เราไปธุดงค์ในป่า ก็ฟังท่านพูดเรื่องพระเรื่องอะไรต่างๆ เรื่องเหตุผลของการไปสู่ความไม่มีตัวตน ทำสมาธิอย่างไร ก็มีความรู้สึกว่า ดีนะ เป็นพระไม่ต้องกังวล ได้อยู่อย่างสงบ พอกลับมาก็เลยถามตัวเราเองว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่ทำอย่างนี้บ้างถ้ากลับมาแล้วเรายังแต่งตัวเหมือนนักธุรกิจ คนก็คงอยากจะมาคบค้าสมาคมกับเราเหมือนเดิม แต่ถ้าเราไม่ทำตัวเหมือนนักธุรกิจเขาก็คงไม่อยากยุ่งกับเรา อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ตัดผมแล้วรวบมาผูกก็คือไม่มีการตบแต่งไง แต่ถ้าไม่มีแขกมาก็จะปล่อยกระเซิง เคยเห็นผมของไอน์สไตน์ไหม เป็นอย่างนั้นแหละ ทั้งหมดนี้เป็นกลอุบายว่าเราอยากออกจากสังคม ให้คนคิดว่าเราไม่ใช่นักธุรกิจ

 

แล้วด้านชีวิตคู่ล่ะคะ คิดจะแต่งงานอีกไหม (คุณวิกรมเคยสมรส แต่ปัจจุบันหย่ามา 23 ปีแล้ว)

เบื่อ เข็ด จากเรื่องครอบครัวของพ่อและครอบครัวของตัวเอง ทุกวันนี้ชีวิตผมเหมือนเต้าหู้ มันนิ่ม มันบอบบาง ไปโดนอะไรมันก็เจ็บ มันไม่แข็งเหมือนเหล็กกล้าอีกแล้ว วันนี้เราอยากเจอแต่สิ่งที่ดีงาม มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ก็พอแล้ว

วิ7

ความเป็นอยู่ตอนเด็กๆ ที่คุณแม่ให้สตางค์วันละหนึ่งสลึงกับตอนนี้ที่รวยมากๆ มีความแตกต่างกันแค่ไหน

ไม่ต่างกันมาก เงินส่วนตัวที่ผมใช่จ่ายเกี่ยวกับการกินอยู่วันหนึ่งก็ไม่กี่สตางค์ อาหารที่เขาใหญ่มื้อหนึ่งแค่ไม่กี่สิบบาท อาจจะเป็นนิสัยของเราที่ไม่ติดกับอะไร มันก็น่าตลกนะ เมื่อก่อนเราไม่มีพอ ตอนที่เราประสบความสำเร็จ เราน่าจะอยากมี ผมกลับรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องของวัตถุ เฉยๆ กับความร่ำรวย ไม่ค่อยจะอะไรกับมันมากมาย

 

ยกเว้นเรื่องรถใช่ไหมคะ

ใช่ๆรถนี่ผมกับงบไว้เลยว่าไม่เกินร้อยล้าน (แอบทราบมาวาตอนนี้คุณวิกรมมีรถมอเตอร์ไซค์ 3 คัน รถสปอร์ต 3 คัน รถออฟโรต 2 คัน และรถโบราณ 2 คัน) ผมจ่ายตรงนี้เยอะ เพราะถือว่าเป็นการให้รางวัลแก่ตัวเอง เป็นอย่างเดียวที่ยอมใช้เงินกับมันมากๆ ผมเป็นคนชอบความเร็ว สมัยหนุ่มๆ เคยลองขับเครื่องบินมิก – 25 ซึ่งบินเร็วที่สุดในโลก ตอนที่บินแล้วหัก 180 องศา นึกว่าตับไต้ไส้พุงจะหลุดออกไปแล้ว ผมยอมเสียเงินเป็นล้าน เพื่อลองดูเรื่องพวกนี้เหมือนกับว่าเราประสบความสำเร็จ แล้วอยากให้รางวัลตัวเอง

 

คุณวิกรมประสบความสำเร็จ ได้ทำทุกอย่างตามที่ฝันแล้ว ถ้าถามว่าตอนนี้พร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง

ทุกเมื่อ (ตอบโดยไม่ลังเล) ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะว่าเราเตรียมพร้อม เราไม่ผูกติดกับพรุ่งนี้ เราอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น

 

ถ้าอย่างนั้นการเตรียมการในเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้างคะ

คิดไว้แล้วครับ ว่าผมจะตายที่เขาใหญ่ แล้วเอาศพไปตั้งให้ชาวบ้านและแฟนคลับดู เพื่อนฝูงที่เคยเจอเราเป็นๆ วันนี้มาเจอเรานอนม่องเท่งก็จะได้เห็นสัจธรรม คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ให้เอาไปฝังที่อมตะคาสเซิล ผมเตรียมหลุมเตรียมที่ไว้เรียบร้อยแล้วครับ

ถึงบรรทัดนี้คุณคงจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายที่ชื่อวิกรม กรมดิษฐ์ มากยิ่งขึ้น เขาคือตัวอย่างของคนที่ไม่ยอมให้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายนำพาให้เขาเดินทางผิด เขาคือตัวอย่างของคนที่รู้จักตัวเองและมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการดำเนินชีวิต เขามีความฝันและมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันของเขาอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ย่อท้อเขาจึงมีวันนี้ วันที่เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ผมทำสำเร็จและผม..เป็นคนดี”

 

เคล็ดลับความสำเร็จของคุณวิกรม กรมดิษฐ์และสิ่งที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

•  รู้จักตัวเอง รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต

•  มีความฝัน มีวิสัยทัศน์ และมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อทำให้ฝันเป็นจริง

•  ใช้อดีตเป็นบทเรียนสอนตัวเองและผู้อื่น

•  ตอบแทนผู้มีพระคุณและดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวเป็นอย่างดี

•  ตอบแทนสังคมเมื่อประสบความสำเร็จ และตอบแทนตัวเองเมื่อ “ถึงเวลา”

ทุเรียนเทศ-นอน-new

92

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : kanlayanatam.com

ขอบคุณรูปภาพจาก : vikrom.net

ขอบคุณเรื่อง : วิกรม กรมดิษฐ์ ผมจะเป็นคนดี

ผู้เรียบเรียง :  อุษาวดี สินธุเสน , คีย์

About Manat Zaa