14 บทความเพื่อชีวิต เรื่อง ผิดพลาดไปแล้วจะทำอย่างไรดี?

startup
14. เชิญอ่านบทความเพื่อชีวิต เรื่อง “ผิดพลาดไปแล้ว…จะทำอย่างไรดี What to Do After Making Mistakes”
 13 ตุลาคม 2015

“อุ้ยตายแล้ว นี่เราคงขับรถมาผิดทางแล้วแหงๆ”
“ไม่น่าเลยอ่ะ ไม่น่าพูดออกไปอย่างนั้นเลย”
“เอ๊ะ นี่เราคิดผิด อีกทั้งเข้าใจผิดมาตลอดเลยหรือเนี่ย”
ประโยคเช่นนี้ แทบทุกคนย่อมเคยได้พูดกับตนเองมาแล้วกันทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในนาทีแรกที่ความผิดพลาดได้เกิดขึ้น วินาทีนั้นก็กลายเป็นอดีตเสียไปแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะรู้สึกตัวทันทีหรือไม่ ถ้ารู้ตัวทันที ความสะดุ้งตกตะลึงคือความรู้สึกแรก แล้วสมองจะเริ่มคิดว้าวุ้นไม่หมด ถัดไปเราก็จะรีบตั้งหลักอย่างเร่งร้อน แต่หลวมๆด้วยการถามหาสาเหตุ เช่น ใครเป็นคนทำ ใครคือผู้รับผิดชอบ หากเป็นผู้อื่นทำแล้วเราต้องเป็นผู้เดือดร้อน ความโกรธก็จะผุดขึ้น เกิดความคิดตั้งท่าว่าจะไม่ยอมกันง่ายๆ แต่พอกลับเป็นตัวเราเองที่ทำขึ้นมาเอง หรือไปทำคนอื่นเขาเดือดร้อนเข้า เราก็มักจะมีแนวโน้มแบบหยวนๆทันที เช่นรีบแก้ตัว โทษโน้นโทษนี่ หรือเร่งแก้ไขด้วยการรีบขอโทษ มิใช่เพราะสำนึกผิด แต่เพียงเพื่ออยากจะปัดให้พ้นๆไปเร็วๆเท่านั้น แต่วันนี้ขอถามจริงๆเถอะว่า “ความผิดพลาด” มันน่ากลัวมากนักหนาจนทำอะไรไม่ถูกจริงๆเช่นนั้นหรือ
ใครบ้าง ไม่เคยผิดพลาดอะไรเลย ไม่ว่าด้วยการกระทำหรือความคิด แต่คนเรามักจะตกใจกลัวล่วงหน้า เพราะเคยมีประสบการณ์ไม่ดีฝังใจจำในอดีตที่เคยทำผิดมาก่อน จึงสร้างทัศนคติต่อต้านความผิดพลาดในตนเอง พอได้ทำผิดพลาดใหม่ขึ้นมาเมื่อไร ก็จะแสดงรีบแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบทันทีทันควันแบบอัตโนมัติ ป้องกันตัวเองไว้ก่อนโดยไม่ทันคิด เช่น โกหกไว้ก่อน รีบปัดป้องก่อน หรือหาแพะรับบาปทันที ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทับซ้อนยากที่จะแก้ไขในภายหลัง ตัวอย่างความกลัวลำดับต้นๆเลยก็คือ กลัวเจ็บใจในตัวเองก่อน จากนั้นก็ต่อด้วยความกลัวอื่นๆตามมา เช่น กลัวต้องรับผิดชอบ กลัวต้องชดใช้ความสูญเสียทั้งเวลาและเรื่องอื่นๆ แต่ความกลัวที่ป๊อปปูล่าร์ที่สุดคือ กลัวเสียหน้าต่อผู้อื่น อันนี้ถือเป็นเรื่องเป็นเรื่องตายกันทีเดียว ถึงกับสร้างทิฐิเข้าต่อสู้ อันจะกลับเป็นกำแพงที่ก่อปัญหาให้กับตนเองมากกว่าให้กับคนอื่นในที่สุด
วิธีดีที่สุด เมื่อนาทีนั้นมาถึง ก็คือ
1. ยอมรับความจริง อย่างกล้าหาญด้วยความยินดี Bruce Lee ดารากังฟูผู้โด่งดังเคยกล่าวว่า “ความผิดพลาดเป็นเรื่องอภัยกันได้ ถ้าคนนั้นยอมรับด้วยความกล้าหาญก่อนในทันที” การหลบเลี่ยงความผิดพลาด ถือเป็นความขึ้ขลาดอย่างหนึ่ง เพราะอะไรที่เกิดไปแล้วย่อมกลายเป็นอดีตไปแล้ว ลบก็ไม่ได้ หนีก็ไม่พ้น ผิดก็คือผิด จะไปคิดระบายเปลี่ยนสีเปลี่ยนรูปร่างเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ แล้วจะไปคิดให้เสียเวลาทำไม Steve Jobs ตำนานบุรุษแห่งคอมพิวเตอร์ Apple เคยกล่าวไว้ว่า “ในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เราอาจจะพบความผิดพลาดได้เสมอ จึงเป็นการดีที่สุด ที่จะยอมรับมันโดยเร็ว แล้วรีบเดินหน้าพัฒนารูปแบบอื่นใหม่ต่อไปทันที” ดังนั้นการยอมรับความผิดพลาด จึงเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับตนเอง แสวงการแก้ไขอย่างถูกต้อง ไม่เสียเวลาไปเปล่ากับการแก้ตัวอย่างไร้สาระ สำหรับคริสตชนแล้ว เรายังจำได้ว่า เมื่อตอนแรกของการรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ก็คือการ “ยอมรับ” ก่อนว่าตนได้มีชีวิตอยู่ในความบาป จึงต้องการขออภัยบาป แล้วถึงจะได้อัญเชิญพระคริสต์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่เช่นกัน­
2. ยอมกลืนทิฐิของตนเอง เรื่องนี้พูดง่ายทำยาก เพราะเราหวงภาพพจน์ตนเองมากเกินไป ด้วยกลัวคนอื่นจะเยาะเย้ย หรือกลัวว่าตนเองจะเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยศักดิ์ศรี ทั้งๆที่ศักดิ์และศรีที่แท้จริงนั้นคือของคู่กันกับ “คนจริง” ที่กล้าสู้กับความจริง รักความจริง มิใช่คอยหลอกประลวงโลกหรือหลอกตัวเองว่าตนนั้นดีเสมอ ทำอะไรก็ถูกเสมอ ทำผิดไม่เป็น แต่ข่าวดีวันนี้ก็คือว่า อันที่จริงนั้นทิฐิแก้ได้ไม่ยากอย่างที่คิด หากได้ฝีกฝนจิตใจและความคิดล่วงหน้าให้รู้จักไตร่ตรองทุกอย่างว่ามีผลและเสียอย่างไร แล้วตั้งเป็นทัศนคติล่วงหน้าหรือประดับในใจไว้เลยว่า จะต้องหัดแยกแยะทุกสิ่งให้เป็น แล้วมองให้ออกว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของตน ระหว่างหน้าตาอันเป็นสิ่งจอมปลอม หรือสัจจะความจริงอันเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ถ้าท่านตั้งใจจะรักและเทิดทูนความจริงยิ่งกว่าความจอมปลอม มันก็จะก่อให้เกิดการเร่งพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น จนสำแดงออกเป็นพฤติกรรมที่ใฝ่ดี มีจิตใจชื่นชอบที่จะรักและมุ่งแสวงหาแต่ความจริงเป็นธรรมชาติโดยอัตโนมัติ คือจะกลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทันทีโดยไม่ต้องคิดหรือลังเลใจเลย
3. “สรุปจุดยืนใหม่ของตนทันที คือการพร้อมที่จะอธิบายให้กับตนเองและผู้อื่นว่า จู่ๆเพราะเหตุไร ตนจึงคิดทำตัวทำใจได้ใหม่เช่นนี้ นั่นเป็นเพราะว่าคำสอนดีๆซึ่งสั่งสมมาในใจของท่านตลอดมา จะพรั่งพลูออกมาช่วยปรับปรุงจิตใจและความคิด และยังช่วยป้อนคำตอบให้ท่านได้ประจักษ์จริงจนเกิดความเข้าใจ และสามารถหันมาอธิบายต้นเหตุแห่งการปรับเปลี่ยนตนเองได้อย่างกระทันหันอย่างเป็นเหตุเป็นผลลงตัวได้ทันที แล้วสันติสุขในจิตใจ (ดังที่พระเยซูคริสต์ทรงเอ่ยถึงในพระธรรมยอห์น 14:27) จะเกิดขึ้น เพราะท่านสามารถประกาศการยุติความวุ่นวายสับสนของตนเองลงทั้งหมด ท่านสามารถจะยึดคืนอำนาจในการควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ใหม่ ทำให้ได้โอกาสลุกขึ้นจัดระเบียบปฏิรูปตนเองใหม่ เปลี่ยนแปลงอดีตอันร้าวรานของหัวใจ ให้กลับมาเป็นครู หรือ เป็นบทเรียนที่ดีให้กับชีวิตตนเอง นี่คือพลังแห่งการเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ เสริมสร้างวุฒิภาวะให้กลายเป็น “คนจริง” ซึ่งสังคมต้องการมากที่สุด
ผลดีที่กล้ายอมรับความผิดพลาดได้ คือ…
การได้กลับมายึดคืนอำนาจ การบังคับควบคุมตนเองได้ใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์นั้นได้อย่างมีประสิทธิผลขึ้นมาทันที แล้วสิ่งดีจะเกิดเช่น
1. ได้ปลดความรู้สึกผิดหรือ Guilty ที่รุมเร้ารบกวนจิตใจของท่านออกไปได้เร็วที่สุด หลายคนเชื่อว่าการ “ให้อภัยตนเอง” คือทางปลดความรู้สึกผิดที่ค้างคาใจได้ แต่แท้จริงแล้วคนเราย่อมให้อภัยตนเองไม่ได้ นักโทษจะทำการนิรโทษกรรมตนเองได้อย่างไร มีแต่ต้องเป็นฝ่าย “ได้รับ” การอภัยจากเบื้องสูงในสังคมนั้นเท่านั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสิทธิอำนาจแห่งการอภัยผิดทุกระดับหรือบาปทั้งปวง ย่อมไม่ได้อยู่ที่มนุษย์คนบาปด้วยกัน แต่อยู่ที่อำนาจอันสูงสุดของพระผู้สร้างกัลปจักรวาลเท่านั้น ซึ่งมิใช่แต่มีอำนาจยกบาปได้เท่านั้น แต่ได้เคยทรงไถ่บาปมนุษย์มาแล้ว ดังนั้นการอภัยโทษทั้งมวลจะบังเกิดขึ้นได้ ต้องพึ่งพาอำนาจอันสูงสุดเหนือธรรมชาติของมนุษย์มาอภัยเท่านั้น พร้อมตระหนักว่า นี่คือความรักและพระคุณของพระเจ้าที่มอบให้เปล่าๆ ดังนั้นในวันนี้ ถ้าท่านยังมีความรู้สึกคาใจอะไรทั้งสิ้นในลักษณะนี้อยู่ จงเปิดใจอธิษฐานยอมรับการอภัยขั้นสูงสุดนี้ แล้วลงท้ายด้วยการ ขอบพระคุณที่ได้รับการอภัยอย่างเต็มบริบูรณ์แล้ว และทุกครั้งที่ท่านนึกถึงความผิดพลาดขึ้นมาเมื่อไร ก็ให้รีบ “ประกาศคำขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอภัยให้ท่านแล้ว” ขึ้นมาทันที ความรู้สึกปิติยินดีจะเป็นดั่งน้ำพุที่พลุ่งออกมากลางหัวใจ ชำระล้างความทุกข์จากความรู้สึกผิดให้มันสิ้นฤทธิ์จางหายไป ราวกับว่าท่านไม่เคยได้ทุกข์ใจกับความผิดในเรื่องราวเช่นนั้นมาก่อนเลย
2. ได้ยุติการสูญเสียเวลาอย่างไร้ประโยชน์ ช่วยขจัดความวิตกกังวลเชิงลบต่ออนาคต
3. ได้โอกาสที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อตนเอง โดยยอมรับว่า เมื่อได้ทำอะไรลงไปแล้วก็ยินดีกล้าออกมารับผิดชอบ พร้อมที่จะเสนอคำขอโทษแบบจริงใจต่อทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างสง่างาม ไม่คิดคำแก้ตัวให้เสียเวลา เพื่อจะได้เริ่มต้นลงมือแก้ไขด้วยตัวเองไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอด ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง อันเป็นพฤติกรรมเยี่ยงวีรชนคนแท้และคนจริง เพียงเท่านี้ก็จะยุติการสูญเสียที่เคยเผาผลาญทั้งจิตใจและความคิดทุกชนิดทันทีได้อย่างเฉียบพลัน และยังสามารถเป็นตัวอย่างจูงใจ และเอาชนะใจทุกคนที่เกี่ยวข้อง ให้ละทิ้งอดีตมาอภัยกันจริงๆ ยุติการตอกย้ำหรือเย้ยหยันกันอีกต่อไป มีแต่ร่วมมือกันมองแต่สิ่งดีข้างหน้าเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป
ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ ถ้าไม่เคยได้เกิดในอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย (ลูกา 15:17-18) เขาก็จะสูญเสียสิ้นทุกอย่าง ถ้าไม่เคยได้เกิดกับโยนาห์ (โยนาห์ 1:9-12) ผู้คนเรือนแสนของเมืองนีนะเวห์ก็คงพินาศ หรือบัลลังก์ของกษัตริย์ดาวิดก็คงจะว่างลงไปด้วยเรื่องอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต (2 ซามูเอล 12:13) เราก็จะไม่มีพระธรรมสดุดีให้เรียนรู้ถึงความสำนึกในพระคุณแห่งการให้อภัย นี่คือตัวอย่างวีรชนคนกล้าที่ยอมรับความผิดพลาดแล้วลุกขึ้นใหม่เพื่อจะไปแก้ไข

……ถ้าท่านกลัดกระดุมผิด……ท่านจะทำอย่างไรดี……
ถ้าท่านกลัดกระดุมผิด…ท่านจะทำอย่างไรดี…คำตอบเดียวที่ถูกต้องคือ กลับไปแก้ไขที่จุดเดิม ถ้าพบว่าอาหารเกิดหมดอายุ..จะทำอย่างไรดี…คำตอบเดียวที่ถูกต้องคือ ทิ้งเก่าเริ่มใหม่ นี่ย่อมแปลได้ว่า ท่านมีเสรีภาพที่จะเลือกแก้ไขถึงสองทาง “จุดเดิมหรือจุดใหม่” ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ว่าท่านจำเป็นต้องแก้ไข เพื่อสิ่งดีที่ตามมา หรือจะแค่ปล่อยมันออกไปจากหัวใจ
ในเมื่อตราบใดที่เราทุกคนยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ฉะนั้นจงอย่ากลัวความผิดพลาดใดๆอีกต่อไป แต่กลับเตรียมตัวต้อนรับประสบการณ์นี้ด้วยการเปิดใจอธิษฐาน ขอพระเจ้าให้ช่วย เร่งสร้างทัศนคติใหม่ขึ้นใหม่ประดับไว้ในใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยคติธรรมประจำใจดังต่อไปนี้ว่า

(วาทะบันทึก 10/13/15)
นี่คือโอกาสอีกครั้งที่จะได้เริ่มต้นอย่างชาญฉลาดกว่าเดิม พระเจ้ายังคงต้องการพัฒนาท่านอีก จงเตรียมใจไว้เถิดที่จะรับการทดสอบว่าจะตัดสินใจเลือกทำสิ่งใดดี คือจะเลือกอย่างคนชอบธรรมที่รักความจริง หรือจะเลือกอย่างคนอธรรมที่ไร้ปัญญา พระธรรมสุภาษิต 24:16 กล่าวว่า “เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้ง แล้วก็ลุกขึ้นอีก แต่คนอธรรมจะสดุดล้มลงในความยากลำบาก” ดังนั้นอย่าดำเนินชีวิตอย่างคนอธรรมไร้ปัญญาที่ติดหล่มจมปลักอีกต่อไป แต่ทำอย่างคนชอบธรรมที่เผชิญความผิดพลาดของตน โดยการกล้ารีบลุกขึ้นมาแก้ไขโดยเร็วไวทันที
ขอบคุณที่มา :
(ผู้เขียนอนุญาตให้ท่านแชร์หรือเผยแพร่บทความนี้คู่กับภาพประกอบโดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ สงสัยติดต่อสอบถาม ponnatee@yahoo.com อนึ่งขอเชิญเลือกค้นหาบทความเพื่อชีวิตเหล่านี้ได้ที่ https://www.facebook.com/ponnatee.n… หรือโดยไปคลิกที่รูปถ่ายของผู้เขียนที่มุมบนซ้ายสุด แต่โปรดจำเอาไว้ว่า ถ้าเพียงขยันกดไล้ท์/อาเมน แล้วไม่ไปอ่าน * พระพร * ก็จะผ่านเลยไป)

About Manat Zaa