10 อันดับเมืองที่อากาศดีที่สุดในโลก

untitled-1

สวัสดีค่ะ เผลอแป๊บเดียวก็จะย่างเข้าสู่ปี 2560 หรือ 2017 แล้วนะคะ ไวอะไรปานนี้ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาใครที่กำลังเหนื่อยกายและใจ ลองหาเวลาชาร์จแบตร่างกาย ไปเที่ยวให้สนุกสุดเหวี่ยงแถมสูดอากาศให้เต็มปอดเสียให้หายเหนื่อยกันดีกว่า วันนี้ incrystalbiz.com ได้นำเมืองดีๆ จากทั่วโลกที่อากาศดีที่สุด และบริสุทธิ์ที่สุด มาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนกันค่ะ

อันดับ 1 เมืองไวต์ฮอร์ส (Whitehorse) เมืองหลวงของดินแดนยูคอน (Yukon) ประเทศแคนาดา

whitehorse canada

เป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดก็ว่าได้ ถึงขนาด นายเบฟ บัคเวย์ (Bev Buckway) เทศมนตรีเมืองไวต์ฮอร์ส ได้พูดไว้ว่า [ก็ไม่รู้สินะ หลายคนที่มาที่นี่ต้องร้อง “ว๊าว อากาศดีมาก สุดยอดไปเลย”] แต่สำหรับตัวเขาเองและชาวเมืองกลับรู้สึกเฉยๆ เพราะ “เราสูดอากาศแบบนี้กันตลอดเวลา” ช่างน่าอิจฉาอะไรเช่นนี้

whitehorse canada

เหตุที่เมืองไวต์ฮอร์สมีอากาศบริสุทธิ์ เป็นอันดับ 1 ของโลกนั้น นอกจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยตามธรรมชาติแล้ว คงเป็นเพราะความหนาแน่นของประชากรที่น้อยเอามากๆ แถมยังมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเพื่อรักษาอากาศให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

whitehorse canada

อันดับ 2 เมืองแซนตาเฟ (Santa Fe)รัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) สหรัฐอเมริกา

santa fe new mexico

แซนตาเฟเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในสหรัฐอเมริกา ที่มีมลพิษในอากาศน้อยมากๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะที่ตั้งของเมืองอยู่ในพื้นที่ป่า และยังมีกฎหมายที่เข้มงวด ห้ามการเผาไม้ในที่โล่งแจ้งด้วย

santa fe new mexico

นอกจากอากาศดีแล้ว เมืองนี้ยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นสุดยอดเมืองสร้างสรรค์ทางด้าน ศิลปะและการออกแบบอีกด้วย (น่าอิจฉาจริงๆ)

อันดับ 3 เมืองโฮโนลูลู (Honolulu) รัฐฮาวาย (Hawaii) สหรัฐอเมริกา

honolulu hawaii

 

Honolulu ในภาษาฮาวายแปลว่า อ่าวที่พักพิง และเมืองนี้ก็น่าอยู่ น่าพักพิงสมชื่อจริงๆ เพราะตัวเมืองตั้งอยู่บนเกาะฮาวาย ซึ่งไกลจากแผ่นดินใหญ่ถึง 2,000 ไมล์ ดังนั้น มลพิษจากเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเยอะสักแค่ไหนก็ข้ามไปไม่ถึง

honolulu hawaii

 

ที่สำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ก็เพราะปริมาณฝนจำนวนมากที่ตกลงมาใน แต่ละปี และการออกแบบระบบขนส่งให้มีเลนสำหรับรถประจำทางโดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนนและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศอีกด้วย

 

อันดับ 4 เมืองเกรตฟอลส์ (Great Falls)รัฐมอนแทนา (Montana) สหรัฐอเมริกา

great falls montana

เกรตฟอลส์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินป่า เป็นต้น แต่จริงๆ แล้วเมืองนี้เกือบจะกลายเป็นเมืองแห่งมลพิษเสียแล้วเมื่อมีแผนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมถ่านหินขนาดใหญ่ในเมือง แต่โชคดีที่ชาวเมืองร่วมมือร่วมใจกันประท้วงอย่างหนัก แผนก่อสร้างโรงงานจึงต้องยกเลิกไปในที่สุด

great falls montana

great falls montana

 

อันดับ 5 เมืองแคลกะรี (Calgary)รัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) ประเทศแคนาดา

แม้จะมีโรงงานอุตสาหกรมมผลิตแก๊สและน้ำมันจำนวนมากตั้งอยู่ในเขตเมือง แต่ด้วยการวางผังเมืองและระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่อากาศดีที่สุดของโลก

calgary canada

นอกจากนี้ในเมืองยังมีแหล่งทิ้งขยะถึง 3 แห่ง เพื่อการคัดแยกขยะ โดยแยกขยะที่ย่อยสลายเองได้ กับขยะที่รีไซเคิลได้ออกจากกัน เรียกว่าเอาจริงเอาจังกันสุดๆ

calgary canada

 

อันดับ 6 เมืองออตตาวา (Ottawa) รัฐออนแทรีโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา

นอกจากจะเป็นเมสืองหลวงของประเทศแคนาดาแล้ว ออตตาวาก็ยังขึ้นชื่อเรื่อง “ลานสเกตที่ใหญ่ที่สุดในโลก” โดยลานสเกตที่ว่านี้เกิดจากน้ำในคลองริโด ขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านใจกลางเมืองแปรสภาพกลายเป็นน้ำแข็งตลอดทั้งสายในช่วงฤดูหนาว เชิญชวนให้ผู้คนหยิบรองเท้าสเกตมาสวมใส่เพื่อเที่ยวชมเมือง สนุกไปอีกแบบ

ottawa canada

สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ออตตาวาเป็นเมืองที่อากาศดีติดอันดับน่าจะมาจากโปรเจ็กต์ รณรงค์ให้รักษาความสะอาดทีทางการจัดให้ มีขึ้นทุกปี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และได้จัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 20 แล้ว โดยในปีก่อนหน้านี้ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 60,000 คน ต่างร่วมมือร่วมใจกันทำความสะอาดสวนสาธารณะ ท้องถนน และพื้นที่ส่วนรวมในเขตเมือง

ottawa canada

อันดับ 7 กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์

helsinki finland
น่าแปลกที่เมืองหลวงแห่งนี้มีมลพิษที่เกิดจากรถยนต์น้อยมาก ไม่ถึงครึ่งของมลพิษทั้งหมดในอากาศ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการแบบถนนให้กว้างมากเป็นพิเศษ ทำให้การจราจรไม่ติดขัด และประชนก็ยังทำตามคำแนะนำของรัฐบาล โดยการร่วมด้วยช่วยกันหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนทันทีที่ทราบว่าอากาศในเมืองเริ่มแย่แล้ว

 

อันดับ 8 กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) ประเทศสวีเดน

ใครที่เคยไปเที่ยวสตอกโฮล์มคงต้องประทับใจบ้านเมืองที่สะอาดสะอ้านและอากาศที่สดชื่นแน่นอน แต่ทราบหรือไม่ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวเมืองที่นี่ใช้รถยนต์ระบบโฮบริดมากที่สุดในยุโรป

stockholm sweden

นอกจากนี้ เมืองนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องระเบียบการจัดการระบบการขนส่งที่เข้มวงดมากๆ ตั้งแต่การเก็บค่าธรรมเนียมรถติด ราว 2 ยูโรจากรถยนต์ที่ขับเข้าเมืองในช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น ทั้งยังมีการจำกัดเวลาจอดรถพร้อมกับเก็บค่าจอดแพงๆ อีกด้วย เพื่อกันไม่ให้คนนำรถมาจอดเยอะเกินไป

stockholm sweden

stockholm sweden

 

อันดับ 9 เมืองซูริก (Zurich)ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

zurich switzerland

เมืองนี้ไม่ได้ขึ้นชื่อแค่ระบบการเดินทางสัญจรที่สะดวกสบายเท่านั้น แต่ที่ซูริกยังมีระบบการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ทันสมัยมากๆ โดยทางการจะนำเซ็นเซอร์ตตรวจวัดสภาพอากาศติดไว้กับรถประจำทางที่ออกท่องตามถนน ในหลายพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลาของวัน และรายงานผลตรงไปยังอุปกรณ์มือถือของคนในเมืองทันที ที่เขายอมลงทุนทำขนาดนี้ก็เพื่อคนของเขาจะได้เลือกออกมาสูดอากาศในช่วงที่มลพิษน้อยที่สุด

zurich switzerland

zurich switzerland

 

อันดับ 10 เมืองทาลลินน์ (Tallinn) ประเทศเอสโตเนีย

Estonia, Tallinn

เมืองหลวงเล็กๆ ที่มีสันสดใสแห่งนี้มีพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ คนที่นี้เปรียบอากาศบริสุทธิ์ยามเช้ากับแปรงสีฟันอย่างดี ที่ช่วยให้เขารู้สึกสะอาดเอี่ยมอ่องทุกครั้งเมื่อสูดหายใจเข้าไป อย่างไรก็ตาม แม้อากาศจะดีเพียงใด ชาวเมืองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงพยาบามใช้แต่พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

tallinn estonia

 

เรียบเรียง : incrystalbiz
ที่มาเรื่องและภาพ : www.ความรู้รอบตัว.com

About Manat Zaa